| วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11404 มติชนรายวัน "เสือตัวเมีย" โดย ปริญญากร วรวรรณ คราวนี้เสือโคร่งที่พลาดเข้ามาติดกับดักเป็นเสือตัวเมีย น้ำหนักของมันเพียงหนึ่งร้อยกับ 2 กิโลกรัม ค่อนข้างผอม แต่ด้วยโครงสร้างของลำตัวซึ่งค่อนข้างใหญ่ จึงไม่ได้ทำให้ความน่าเกรงขามในความเป็นเสือลดลงแต่อย่างใด การใช้พื้นที่ของตัวเมียนั้นน้อยกว่าตัวผู้มาก การติดตามพฤติกรรมของมันจะทำได้ง่ายกว่า นี่คือเหตุผลหนึ่งที่เรายินดีมากเมื่อพบว่าเป็นเสือตัวเมีย อีกทั้งข้อมูลจากดาวเทียมซึ่งเราได้รับทราบเส้นทางเดินของเสือโคร่งตัวผู้สองตัวที่เราจับได้ก่อนหน้า ยิ่งทำให้รู้ว่าพวกมันใช้พื้นที่กว้างขวางมากเพียงไร ได้ใกล้ชิดเสือโคร่งตัวผู้มาแล้วสองตัว พวกมันทำให้ผมรับรู้หลายสิ่ง แต่สำหรับเสือตัวล่าสุดซึ่งเป็นเสือตัวเมีย "เธอ" ทำให้ผมรู้จักเสือมากขึ้นกว่าเดิม ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม สายฝนในผืนป่าด้านตะวันตกก็ดูเหมือนจะไม่เคยหยุดโปรยปราย โดยเฉพาะช่วงเวลาบ่ายๆ ระดับน้ำในลำห้วยเริ่มขุ่นแดง และเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเหตุการณ์ปกติ ซึ่งรถยนต์ไม่สามารถแล่นข้ามลำห้วยทับเสลาซึ่งขวางพวกเราไว้กับโลกภายนอกก็เกิดขึ้นบ่อยๆ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรในช่วงฤดูฝน บริเวณสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข็ง มีชายฉกรรจ์ในชุดลายพรางป่าไม้เดินขวักไขว่ พวกเขาคือเหล่าพนักงานพิทักษ์ป่า และพนักงานราชการจากหน่วยพิทักษ์ป่าภายในเขตที่เข้ามารับการฝึกอบรมการลาดตระเวนเพิ่มเติม "คราวนี้เราเน้นเรื่องการตรวจหาหลักฐานต่างๆ ของคนที่แอบเข้ามายิงสัตว์ครับ" ดร.อนรรฆ พัฒนวิบูลย์ ผู้อำนวยการสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย ร่วมมือกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จัดอบรมทักษะให้กับชุดลาดตระเวน "ถึงจะไม่พบตัวผู้เข้ามาล่า แต่วัสดุต่างๆ ที่เราพบในปางพักหรือทางด่าน เช่น ก้นบุหรี่ ยาเส้น ขวดเหล้า ฯลฯ เราอบรมให้พวกเขาจัดเก็บโดยยังคงร่องรอยนิ้วมือไว้ รวมทั้งปลอกกระสุนปืนด้วยครับ" ลายนิ้วมือ หรือคราบน้ำลายเหล่านั้น นำไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลสอบหาตัวบุคคลได้ "นอกจากนั้นพวกครูซึ่งเป็นตำรวจตระเวนชายแดนยังเน้นเรื่องการสืบสวนหาข่าวหรือเส้นทางการค้าเนื้อสัตว์ป่าและของป่าอื่นๆ ด้วย" ผู้อำนวยการ WCS ประเทศไทยย้ำ ถึงวันนี้ถึงแม้ว่าการล่าสัตว์ป่าจะไม่เคยหยุดยั้ง การพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันดูแลสัตว์ป่าก็ไม่เคยหยุดยั้งเช่นกัน 05.00 นาฬิกา จันทร์ข้างแรมเสี้ยวบางๆ อยู่ในตำแหน่งขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก เสียงร้องเพลงให้จังหวะ ประกอบการวิ่งตัวหนักแน่น ครูฝึกปลุกเหล่าผู้เข้าอบรมขึ้นมาออกกำลังกายตั้งแต่เช้ามืด พร้อมๆ กับทีมของเราที่ออกเดินทางไปทำงาน เส้นทางลำลองซึ่งได้รับการปรับปรุงเมื่อฤดูแล้งที่ผ่านมา กลับเข้าสู่สภาพเดิม ร่องลึกลื่นไถล รวมทั้งเสียงกิ่งไม้ครูดข้างรถ และเสียงเครื่องยนต์ คือสิ่งที่ดังแทรกความเงียบเวลาเช้าตรู่ เป็นเวลากว่าเดือนมาแล้วที่เราอยู่กับบรรยากาศเช่นนี้ 2 สัปดาห์ก่อนเราย้ายฐานจากแคมป์บริเวณป่าดินที่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากอาณาเขตทับซ้อนของเสือโคร่งตัวผู้ 2 ตัว แคมป์ใหม่อยู่ไม่ไกลจากสำนักงานเขต เราจึงได้พบปะกับคนอื่นบ้าง พิทักษ์ป่าหลายคนผู้เข้ามาฝึกอบรม ผมคุ้นเคยกับพวกเขาดี สุริยา ผู้เพิ่งสอบบรรจุเป็นพนักงานราชการทำงานอยู่ทางโซนใต้ได้รับรางวัลภาพถ่ายยอดเยี่ยม เขาถ่ายรูปวัวแดงและกระทิงรวมฝูงกันเล็มหญ้าในโป่งใหญ่ โดยกล้องดิจิตอลซึ่งได้รับแจกเป็นอุปกรณ์ประจำ นอกเหนือจากเป้และเครื่องนอน สุริยาได้รับรางวัลเป็นมีดเดินป่าอันขึ้นชื่อของจังหวัดอุทัยธานี ภาพวัวแดงฝูงใหญ่ บอกให้พวกเขารู้ว่า การทุ่มเทอย่างเอาจริง ไม่สูญเปล่าเท่าใดนัก 14.30 นาฬิกา ผ่านมาแล้วกว่า 6 ชั่วโมง เสือโคร่งตัวเมียซึ่งฟื้นจากฤทธิ์ยาสลบตั้งแต่ 2 ชั่วโมงก่อนยังไม่ไปไหนไกล มันลุกขึ้นนอนหมอบมองซ้ายขวา และทำท่าราวกับว่าต้องการพักผ่อนอยู่เช่นนั้นอีกนาน ในตอนแรกที่เริ่มฟื้น มันมองผ่านผมไปราวกับผมไม่มีตัวตน ไม่มีเสียงขู่คำราม ไม่มีอาการแยกเขี้ยว หรือท่วงท่าคุกคาม ผมอยู่ห่างจากมันสัก 2 เมตร ระหว่างเสือกับผมมีต้นไม้ขนาดโคนขาเป็นที่กำบัง ประสบการณ์จากการเฝ้าเสือโคร่งตัวผู้มาสองตัวบอกผมว่า หลังจากฟื้นพอปรับตัวได้ มันจะรีบผละไปในทันที แต่เสือตัวเมียไม่ได้ทำเช่นนั้น ในระยะห่างแค่นั้น มันเพียงนั่งมองผมเฉยๆ ด้วยเลนส์ 35 มิลลิเมตร ผมถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เสือลุกขึ้นยืนท่าทางแข็งแรง ผมก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว นาทีนั้น เสียงขู่คำราม และอาการแยกเขี้ยวเริ่มต้นขึ้น ที่จริงผมเข้าใจดีว่า นั่นคืออาการเตือนว่าผมอยู่ในระยะที่เสือไม่อนุญาตแล้ว และในทันทีที่ผมก้าวมาข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว เสือคำรามเสียงดังและกระโจนเข้าหา 15.00 น. เสือจากไป เสียงสัญญาณวิทยุเบาลง ถึงแม้เราจะติดตามความเคลื่อนไหวของมันได้ แต่ผมก็ไม่แน่ใจนักหรอกว่าจะมีโอกาสพบหน้าอย่างใกล้ชิดเช่นนี้อีกหรือไม่ นี้เป็นเสือโคร่งตัวเมียตัวแรกที่ผมได้อยู่อย่างใกล้ชิด และให้บทเรียนว่าการรักษา "ระยะห่าง" ระหว่างชีวิตจำเป็นเพียงไร ว่าตามจริง การรักษาระยะห่างนี้ ผมพยายามปฏิบัติเสมอๆ อีกนั่นแหละ หลายครั้งก็ผิดพลาด ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน ผมนั่งเฝ้าเสือโคร่ง 3 ตัว ตัวล่าสุด เสือโคร่งตัวเมีย บอกให้รู้ว่าสิ่งที่ควรจะ "เฝ้า" ให้ดีๆ นั้นไม่ใช่เสือ หน้า 8 http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01way03310552§ionid=0137&day=2009-05-31 |
บ.ซีแคนูไทยแลนด์ จำกัด บ้าน ร๊อคการ์เด้นท์ 125/461 บ้านทุ่งคา - บ้านสะปำ ต. รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต 83000 โทรศัพท์ 076 528839 - 40 โทรสาร 076 258841 อีเมล์: info@seacanoe.net เว็บไซต์ http://www.seacanoe.net/ Please visit my blog.Thank you so much. http://www.sanamluang.bloggang.com / http://tham-manamai.blogspot.com / http://www.parent-youth.net/ http://www.tzuchithailand.org/ http://www.pdc.go.th/ http://www.presscouncil.or.th / http://thainetizen.org/ http://www.ictforall.org
วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
"เสือตัวเมีย"
ไปเหนือสุดของอินเดีย แคชเมียร์ สวรรค์บนดิน ?
| วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11404 มติชนรายวัน ไปเหนือสุดของอินเดีย แคชเมียร์ สวรรค์บนดิน ? คอลัมน์ บันทึกเดินทาง โดย สุภาพร หวานเสนาะ Vansanoh@hotmail.com เหมือนครั้งนี้ที่มีโอกาสเดินทางไปเยือน "ทัชมาฮาล" 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก แถมพ่วงด้วย "แคชเมียร์" ดินแดนสวรรค์ที่ใครๆ ก็อยากไปเยือน แม้ว่าจะมีปัญหาทางด้านการเมืองอยู่ก็ตาม เพราะอินเดียกับปากีสถานต่างก็อ้างสิทธิกันและกันในการเป็นเจ้าของแคชเมียร์ แคชเมียร์ (แคว้นจามมูนและแคชเมียร์) แคว้นที่มีภูมิประเทศสวยงามที่สุด โอบล้อมด้วยเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งมีหิมะปกคลุมขาวโพลน เติมแต่งด้วยทะเลสาบงดงามทั้ง 2 ทะเลสาบ คือ "ทะเลสาบดาล" (อยู่ตรงข้ามมหาวิทยาลัยศรีนาคา) และทะเลสาบนาคิน ก่อนจะบรรลุเป้าหมายแคชเมียร์ ก้าวแรกต้องสัมผัสกับนิวเดลีก่อน ซึ่งอุณหภูมิตอนนั้นความร้อนมากระทบผิวกายไม่ต่างจากเมืองไทยเท่าไรนัก กลับรู้สึกว่า ร้อนกว่าเสียด้วยซ้ำ ออกจากสนามบินนานาชาติอินทิรา คานธี ก็ได้พบแหล่งเสื่อมโทรมต้อนรับนักท่องเที่ยวทันที แต่เพราะเตรียมตัวและเตรียมใจไปจากเมืองไทยแล้ว จึงไม่มีปริปากบ่นแต่อย่างใด กลับคิดว่า "นี่ก็เป็นอีกรสชาติหนึ่งของชีวิต ที่ได้สัมผัสอินเดีย" เรื่องราวเมืองหลวงของอินเดีย เขาจะแบ่งออกเป็นสองโซน-โซนแรกเรียก "โอลด์ เดลี" เป็นย่านเมืองเก่า มีชุมชนแออัดและขอทานมากมายนอนเรียงรายอยู่ตามผิวถนน ให้เห็นเป็นสัญลักษณ์ของโอลด์เดลีเลยทีเดียว ส่วนโซนเมืองใหม่เรียก "นิวเดลี" เป็นย่านที่ดูดี ไม่มีแหล่งเสื่อมโทรม แถมมีห้างสรรพสินค้าใหม่และใหญ่มากกำลังจะเปิดให้บริการ ยังแอบเห็นสินค้าแบรนด์ดัง อย่าง หลุยส์ วิตตอง เบเนตอง ฯลฯ สาขาจากยุโรปกำลังจะเปิดเอาใจสาวๆ ชาวเมืองแขกในเร็วๆ นี้ จากนิวเดลี มุ่งหน้าสู่เมือง "อัครา" ซึ่งเป็นที่ตั้งของทัชมาฮาล (ที่อยู่ห่างจากนิวเดลีประมาณ 150 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเดินทาง 5 ชั่วโมง) อัครา เป็นเมืองที่คึกคักและเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวอินเดีย และต่างชาติที่มุ่งไปชมความงามของอนุสรณ์แห่งความรักที่กษัตริย์ซาจาฮาล มีต่อพระมเหสีมุมตัส ด้วยงบประมาณการสร้างถึง 50,000,000 เหรียญอเมริกัน อนุสรณ์แห่งความรักทัชมาฮาลตั้งตระหง่านอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา (ตอนไปน้ำแห้งขอด เดินข้ามไปอีกฝั่งได้) สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวและหินทรายสีแดง ใช้เวลาก่อสร้างถึง 22 ปี เปิดให้เข้าชมทุกวัน "ยกเว้นวันศุกร์ เพราะชาวฮินดูเขาจะสวดมนต์ ไหว้พระกัน" (ค่าเข้าชมต่างชาติคนละ 500 รูปี) เสร็จสิ้นจากชมความงามอนุสรณ์แห่งความรัก คณะทัวร์ 41 ชีวิต ก็ต้องบินจากนิวเดลีไปยังสนามบินศรีนาคา (ที่บริหารจัดการ ควบคุมดูแลโดยฝายทหาร) ที่ทุกคนต้องตื่นเต้นกันเล็กน้อย เพราะเมื่อแอร์อินเดียแตะพื้นสนามบิน ต้องรอกันถึงเกือบชั่วโมงเพื่อรอให้ผู้โดยสารลงจากเครื่อง "และเมื่อลงจากเครื่องบินแล้ว ต้องเดินเข้าสู่ที่ทำการสนามบิน โดยมีทหารดูแลควบคุม แต่พอเดินได้ไม่ถึง 20 ก้าว ทหารก็ให้คณะทัวร์หยุดเดิน เพราะมีเครื่องบินอีกลำกำลังรันเวย์มา ทุกคนต่างตกอกตกใจ และตื่นเต้นสนุกสนานกับการต้อนรับที่สุดแสนหวาดเสียวในครั้งนี้ การมาถึง "เมืองศรีนาคา" แน่นอนว่าต้องไปพักที่ "เฮาส์ โบ๊ท" House Boat หรือเรือบ้าน ที่เป็นมรดกตกทอดจากชาวอังกฤษในยุคล่าอาณานิคม (ตอนนี้เป็นของเอกชน ) เรือบ้านนี้ได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา ส่วนหน้าของเรือหันเข้าหาเทือกเขาหิมาลัย มีทะเลสาบ "นาคิน" คั่นไว้ให้เห็นความงามยามเช้า ส่วนหน้าของเรือบ้านมีไว้รับแขกที่พายเรือมาขายของที่ระลึก นอกจากนี้ มีห้องรับประทานอาหาร ห้องนั่งเล่นที่มีทีวีให้ดูข่าวสารกัน และส่วนหลังเป็นห้องนอน ข้อมูลที่ได้รับทราบมีว่าคนไทยมาเที่ยวที่นี่ปีละไม่น้อย เพราะดื่มด่ำกับความงามและทิวทัศน์ของทะเลสาบนาคิน และการได้พักอาศัยในเรือบ้าน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถตกปลาได้ ภูเขากุลมาร์ค (ชื่อเดิม เการิมาร์ค) ที่ต้องขับรถไต่เขาขึ้นไปผ่าน 500 โค้ง (เล็กๆ ไม่น่ากลัวเท่าแม่ฮ่องสอน) แต่เมื่อไปถึงความเหน็ดเหนื่อย ก็พลันหายไปหมด เพราะความงดงามของภูเขานี้ที่มีหิมะปกคลุมอยู่ และในวันที่ไปเยือนนั้น มีลมแรงมาก กว่าจะได้ขึ้นเคเบิลคาร์ไปสัมผัสหิมะขาวโพลนก็ต้องรอกว่าครึ่งชั่วโมง "โซนามาร์ค" เป็นเมืองที่ต้องไต่เขาขึ้นไปด้วยความสูง 3,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีทิวทัศน์ของชาวชนบทของแคชเมียร์ มีเทือกเขาหิมาลัยเป็นฉากหลัง (ท้องถิ่นเรียกว่า ทาจิวาส) ซึ่งเป็นเขาที่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี อีกทั้งยังมีแม่น้ำสินธุ ลดเลี้ยวผ่านหุบเขาในอีกฟากถนน เส้นทางนี้จึงเป็นไฮไลต์ของการเที่ยวครั้งนี้ และโซนามาร์คนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะมุ่งหน้าไปยัง "เมืองลาดัคห์" (ที่สวยงามอีกแห่งในแคชเมียร์) หรือที่รู้จัดกันดีในชื่อว่า "ประตูสู่ดาลัคห์" "ไก๊ด์ท้องถิ่นเล่าให้ฟังว่า พวกเขามีรายได้จากอาชีพนี้เดือนละประมาณ 3,000-4,000 รูปี" พวกเขาอยู่ได้เพราะค่าทิปจากนักท่องเที่ยว แต่บางรายต้องดูแลครอบครัวที่ใหญ่มาก จึงต้องพยายามหางานอื่นมาทำกัน แต่งานที่แคชเมียร์ค่อนข้างหายาก (ผลพวงจากความไม่สงบในแคว้น) ส่วนใหญ่ผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนาคา แล้วจะเข้าไปทำงานที่นิวเดลี ที่แห่งนี้เดินไปทางไหนทุกสองเสาไฟฟ้าก็จะพบทหารรักษาการกันอยู่ แม้แต่จะออกไปนอกเมือง ทุก 1 กิโลเมตร ก็จะเห็นทหารยืนริมถนน ใต้ต้นไม้ รักษาการอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ชินตาแล้วสำหรับชาวแคชเมียร์ แต่กับนักท่องเที่ยวอาจจะดูขัดหูขัดตากันบ้าง เนื่องจากเมืองนี้เต็มไปด้วยทหารนี้เอง จึงถามไก๊ด์ท้องถิ่นว่า มีจำนวนเท่าไร เขาบอกว่าไม่รู้จำนวนที่แน่นอน เพราะมีหลายเชื้อชาติ แต่บอกว่ารายได้ของทหารเหล่านี้ ทหารชั้นประทวนจนถึงสูงสุดจะอยู่ประมาณ 1,500-10,000-30,000 รูปีต่อเดือน ส่วนภาคเอกชน (อย่างธนาคารพาณิชย์ พนักงานธนาคารจะมีรายได้ประมาณ 7,000-8,000 รูปี หากเป็นระดับผู้จัดการก็จะอยู่ประมาณ 10,000-15,000 รูปี) ช่วงระยะเวลา 8 วันแห่งการทำความรู้จักอินเดีย โดยเฉพาะที่แคชเมียร์ หลายคนบอกว่าเป็น "สวรรค์บนดิน" แต่เป็นเช่นนั้นจริง หรือเป็น "สวรรค์ที่อยู่ปลายปืน" จะสัมผัสได้ต้องยอมที่จะเจ็บปวด "เป็นเรื่องที่ท้าทายให้ไปค้นหากันเอาเอง" หน้า 23 |
ปากมูล...ความขัดสนในความสมบูรณ์
ลัดเลาะสองฝั่งโขง ตามพ่อใหญ่หาปลา (1) ปากมูล...ความขัดสนในความสมบูรณ์
โดย ภาสกร จำลองราช padsakorn@hotmail.com
พ่อใหญ่ทองกำลังโชว์ปลาเล็กปลาน้อยที่หาได้จากลวงในน้ำโขง |
เมื่อน้ำโขงเริ่มขุ่นเป็นสัญญาณของน้ำแรกว่าปลาเล็กปลาน้อยกำลังว่ายห่างออกไป แต่อีกไม่นานปลาใหญ่ก็กำลังจะตามมา
ฤดูกาลหาปลาของคนปากมูลและริมโขง แม้ปีนี้จวนเจียนล่วงเลยเดือนพฤษภาคมแล้ว แต่ยังไม่มีทีท่าว่าคนมีอำนาจจะเห็นใจปลาที่สู้อุตส่าห์อุ้มท้องแหวกว่ายมาจากแดนไกลตามลำน้ำโขง เพื่อวางไข่และหากินตามลุ่มน้ำสาขาต่างๆ โดยเฉพาะแม่น้ำมูล ซึ่งเป็นแหล่งธรรมชาติสำคัญของฝูงปลามานานนับร้อยนับพันปี
ประตูทุกบานของเขื่อนปากมูลยังคงปิดสนิท ทำให้ฝูงปลาจำนวนมากไปออกันอยู่หน้าเขื่อน มีเพียงคนบ้านหัวเหว่หมู่เดียวเท่านั้นที่หาปลาได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ชุมชนที่อยู่เหนือเขื่อน ทำให้แต่เพียงรอ...รอ...แล้วก็รอวันที่ประตูเขื่อนจะเปิด
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ป่านนี้ชาวบ้านย่านนี้อยู่กันแต่ในแม่น้ำมูลแล้ว
หลายคนที่อยู่ริมแม่มูลจึงต้องหาทางออกด้วยการไปหาปลาในน้ำโขงแทน ทำให้บรรยากาศถิ่นที่อยู่ของพญานาคเป็นไปอย่างคึกคัก
"เมื่อ 2-3 วันก่อน เรือหาปลาหลายกว่านี้ ตอนนี้ปลาเล็กปลาน้อยเริ่มไปหมดแล้ว" การหาปลามาตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยก ทำให้พ่อใหญ่สมเกียรติ พ้นภัย แห่งบ้านด่าน ปากมูล เข้าใจระบบนิเวศและฤดูกาลของการหาปลาเป็นอย่างดี "พอน้ำโขงขุ่น มันก็กระจายไปตามลุ่มน้ำสาขาต่างๆ"
เช้านี้ผมมีโอกาสนั่งเรือลำน้อยตามพ่อใหญ่สมเกียรติไปไหลมองกลางน้ำโขงซึ่งกำลังคึกคัก แตกต่างจากลำน้ำมูลอันแสนเงียบเหงา
เรือประมงจอดสงบนิ่งหน้าเขื่อนปากมูลระหว่างรอหาปลา |
ก่อนหน้านั้นผมได้แวะไปบ้านนาหว้า ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำมูลช่วงเหนือเขื่อน แม้น้ำจะเอ่อล้นตลิ่ง แต่กลับอ้างว้าง เพราะแทบไม่มีใครหาปลา
"โอ้ย ใครมันจะไปหา เขายังไม่เปิดเขื่อน จะไปเอาปลาที่ไหน" ชาวบ้านนาหว้ายืนยันผลสะเทือนจากการปิดประตูเขื่อนเป็นเสียงเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านพวกเขาต่างเรียกร้องให้เปิดประตูเขื่อนตั้งแต่ก่อนฤดูฝนแล้ว เพราะเป็นช่วงที่ปลาเริ่มเข้ามาวางไข่ แต่ทางการและหน่วยงานที่รับผิดชอบคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. พยายามโยกโย้ เพราะไม่เคยรู้จักธรรมชาติและเข้าถึงความเดือดร้อนของชาวประมง
สุดท้ายมติในที่ประชุมของจังหวัดในปีนี้ยืนยันเหมือนเอื้ออารีให้เปิดประตูเขื่อนให้ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ซึ่งชาวบ้านได้แต่จำใจรับสภาพเพราะไม่มีทางเลือก หลายบ้านที่เตรียมมอง เตรียมตาข่ายไว้แล้ว ก็ต้องเก็บไปแขวนไว้ข้างฝาต่อไป
พ่อสมเกียรติพาผมแวะคุยกับชาวประมงลำโน้นลำนี้มากกว่าตั้งใจจะหาปลา ชาวบ้านต่างแจ้งข่าวกันว่า ปลาเล็กปลาน้อยที่เอามาทำปลาแดกอพยพผ่านไปแล้ว
"ตอนนี้เพิ่งได้ปลาแดก 4 ไห แต่ปีกลายได้ 300 กว่าไห เอาไปแลกข้าว" พ่อใหญ่ทองเงยหน้าขึ้นมาคุยระหว่างสาวมอง แกโชคดีที่มี "ลวง" เป็นของตัวเอง ทำให้ไม่เคยอดปลา
ลวงเป็นแหล่งหาปลาในแม่น้ำที่ชาวบ้านจับจองไหลมอง ต่างคนต่างมีแหล่งของตัวเองจนเป็นวิถีประชาและกลายเป็นมรดกของครอบครัวที่ธรรมชาติมอบให้ ซึ่งพวกเขาต่างเคารพในกรรมสิทธิ์ของกันและกันโดยไม่ต้องมีกฎหมายบังคับ
"พ่อเองก็บ้านแตกสาแหรกขาดตั้งแต่มีเขื่อน เพราะมันหาปลาไม่ค่อยได้ ลูกๆ 6-7 คน ต้องแยกย้ายกันเข้าไปหางานทำในเมือง เหลืออยู่บ้านเพียงคนเดียว" พ่อใหญ่ทองสะท้อนถึงความสะเทือนในชีวิตจริงที่ได้รับจากเขื่อนปากมูล "ญาติพี่น้องที่เคยเอาข้าวมาแลกกับปลาก็ห่างหายไปเยอะ"
พ่อค้าปลากำลังลำเลียงปลาใหญ่ที่ซื้อมาจากปากเซ ฝั่งลาวเพื่อนำไปขายในตลาดอุบลฯ |
เขื่อนปากมูลไม่ได้ส่งผลเฉพาะชาวบ้านโดยรอบ แต่ยังกระทบเป็นลูกโซ่ไปตลอดลำน้ำมูลอีสานตอนล่างซึ่งลึกเข้าไปถึงเมืองโคราช สายสัมพันธ์อันยาวนานของคนบ้านพี่เมืองน้องถูกบั่นเป็นท่อนๆ ตามขั้นเขื่อนที่กั้นตลอดลำน้ำมูล
"นี่ถ้ากั้นเขื่อนกลางลำน้ำโขงอีกก็ไม่รู้จะอยู่อย่างไร" แม้วัยย่าง 73 แล้ว แต่พ่อใหญ่ทองยังคงยึดอาชีพหาปลา แต่ข่าวการสร้างเขื่อนบ้านกุ่ม ซึ่งอยู่ไม่ห่างออกไป ทำให้แกรู้สึกหดหู่และกังวลอย่างยิ่ง เพราะประสบการณ์ที่ได้รับจากการสร้างเขื่อนปากมูลนั้นหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว
"เขาคงต้องรักษาเขื่อนปากมูลไว้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าประโยชน์ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะเป็นโครงการนำร่อง เลยยอมรับว่าผิดพลาดไม่ได้" พ่อใหญ่สมเกียรติวิเคราะห์เสริม ทุกวันนี้แกกลายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญในการตะโกนบอกสังคมถึงความล้มเหลวในโครงการสร้างเขื่อนปากมูล
"เมื่อก่อนพอช่วงน้ำลด พวกเราพาครอบครัวล่องขึ้นไปเรื่อยๆ ตามน้ำโขง ค่ำไหนนอนนั่น ไปกันทีละ 10-20 คน แต่เดี๋ยวนี้บรรยากาศอย่างนั้นแทบไม่มีเหลืออยู่แล้ว" พ่อสมเกียรติเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของชุมชนชาวประมง
ทุกวันนี้แม้ชาวบ้านริมน้ำโขงย่านปากมูลยังคงพอหาปลาได้ แต่นับวันการทำมาหากินยิ่งฝืดเคือง ลึกเข้าไปในฝั่งตรงข้ามปากมูล พี่น้องลาวย่านเมืองโขง แขวงจำปาสัก กำลังคึกคักอยู่กับการหาปลา แต่ละลำเรือขนปลากันเพียบแปล้ หันไปทางใดก็มีแต่ปลา สถานการณ์ช่างแตกต่างกันลิบลับกับเพื่อนบ้านที่ปากมูล ทั้งๆ ที่เป็นสายน้ำเดียวกัน
ทุกข์ของคนเหนือเขื่อน
พ่อใหญ่ถา พบสุข ต้องนั่งรถจากบ้านนาหว้า ซึ่งอยู่เหนือเขื่อนปากมูล เพื่อไปหาปลาในน้ำโขงระหว่างรอให้ประตูเขื่อนปากมูลเปิด
"พวกเราอยากให้เขาเปิดตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม แต่เขาไม่เปิด ทั้งๆ ที่ปลาน้อยไข่เต็มท้องแล้ว มันเลยต้องไปออกันอยู่หน้าเขื่อน" พ่อใหญ่ถารับรู้สถานการณ์ดีเพราะแกตระเวนไปทั่ว
"ปีที่แล้วพวกเราหาปลาในแม่น้ำมูลอยู่ได้ 7 วัน น้ำก็หลากแล้ว ปลากระจัดกระจายไปหมด เขาเปิดเขื่อนให้ช้า"
แม้จะถูกกระแทกและกระหน่ำด้วยโครงการของรัฐจนวิถีชีวิตของพ่อใหญ่และชาวบ้านเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล แต่พวกเขาก็ยังมุ่งมั่นที่จะหาปลา เพราะการหาปลาไม่ใช่แค่เพียงอาชีพ แต่เป็นวงจรในวิถีชีวิตของคนย่านนี้
"ตอนนี้เตรียมมองกันไว้หมดแล้ว รอเปิดเขื่อนเมื่อไหร่ก็ลงมูลกันทันที" พ่อใหญ่บอกอย่างกระตือรือร้น ซึ่งตอนนี้ชาวบ้านกำลังเตรียม "ส่าวลวง" ซึ่งเป็นการร่วมกันลงแรงลอกแม่มูลเพื่อให้ไหลมองได้
"เราหากินเพื่อปากเพื่อท้อง ปู่ย่าตายายก็หากินกันเช่นนี้จนเป็นบ้านเป็นเมือง แต่ตอนนี้กลับต้องมาพูดกันเรื่องเปิด (ประตูเขื่อน) 4 เดือน ปิด (ประตูเขื่อน) 8 เดือน คนพูดนะกินเงินเดือน แต่พวกเรามันคนหาเช้ากินค่ำ" เสียงทิ้งท้ายของพ่อใหญ่ฟังแล้วชวนหดหู่ใจ แต่เป็นความจริงในชีวิตของคนเหนือเขื่อน
หน้า 8
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01way01310552§ionid=0137&day=2009-05-31
ชื่อนั้นสำคัญฉะนี้ (4)
ชื่อนั้นสำคัญฉะนี้ (4)
คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย นสพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
นกอีก๋อยใหญ่สวมธงสีก่อนปล่อยคืนธรรมชาติ |
เสียง กาๆ ที่ปัจจุบันอาจจะไม่คุ้นหูเยาวชนไทยแล้ว เพราะ อีกา นกตัวดำๆ แต่ฉลาดเป็นกรด ลดน้อยถอยจำนวนลงไปมากกว่าแต่เดิม ที่พบเห็นได้ทั่วไทย บางชื่อใช้การเปรียบเทียบจากนกชนิดที่คุ้ยเคย เช่น อีแก ซึ่งก็เป็นนกวงศ์กาเช่นเดียวกับอีกา พบเห็นได้ยากเนื่องจากมีจำนวนน้อย จำกัดพื้นที่เฉพาะในภาคใต้ เช่น จ.ภูเก็ต หากเสียงร้องแปร่งหูคน ต่างจากอีกา จึงถูกเรียกให้รู้ว่าเป็นอีแก ที่ไม่ใช่อีกา
บางชื่อแม้จะเลียนเสียงนกร้องได้ตรงตามหูคนไทย ถ้าไม่ได้ศึกษาทำความรู้จักนกจากหนังสือคู่มือดูนก หรือได้ยินเสียงนกตัวจริงร้องในธรรมชาติก็อาจงุนงงได้ง่ายๆ เช่น ชื่อของ นกเงือก สัญลักษณ์ของป่าดิบอันอุดม
นกกก หรือ นกกาฮัง นกเงือกขนาดใหญ่ที่ส่งเสียงร้องประกาศฉายาของตนเอง แม้เสียงร้องของนกกกจะเหมือนนกเอื้อนเบาหวิวแผ่วล้า หากส่งเสียงทอดสำเนียงไปได้ไกลหลายร้อยเมตร เพราะนกมักจะร้องอยู่บนเรือนยอดไม้สูง หรือ นกแก๊ก นกเงือกตัวเล็กๆ ส่งเสียงแหลม แก๊ก-แก๊ก-แก๊ก ซ้ำๆ กันเจี๊ยวจ๊าวรวมกันหลายตัวในฝูงเล็กๆ
พวก นกโพระดก ก็มีชื่อชวนให้คิดถึงที่มาว่าคนตั้งล้อเสียงใดหรือ เช่น นกตีทอง นกโพระดกตัวเล็กสุดในเมืองไทย ยามจะประกาศอาณาเขตแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของโพรงน้อยในกิ่งไม้ หรือจะชักชวนตัวเมียให้ร่วมหอลงโรง จะเกาะเด่นบนต้นไม้หรือสายไฟฟ้า โก่งคอขัน ต๊งๆๆ กังวานไกลไปสามบ้านแปดบ้าน เขาว่าเสียงนี้คล้ายช่างตีเหล็กที่กำลังตีแผ่นทอง
หรือ นกตั้งล้อ นกโพระดกขนาดใหญ่ที่สุดในบ้านเราที่เป็นพวกนกดง นกดอย หาใช่นกบ้าน นกเมือง เช่นนกตีทอง ส่งเสียงร้องว่า ตั้ง-ล้อ จึงได้ชื่อนั้นมาง่ายๆ โดยไม่แฝงความแยบคายใดๆ แม้แต่น้อย แต่ก็คงงงหากได้ยินเป็นครั้งแรกและไม่ทราบต้นสายปลายเหตุ
แม้ในนกกลุ่มเดียวกันที่มีวิวัฒนาการร่วมกันในกลุ่มนกคัคคู เช่น นกกาเหว่า และ นกกะปูด แต่เสียงร้องกลับแตกต่างกันสิ้นเชิง แม้ว่าชื่อของนกจะเรียกล้อตามเสียงร้องก็ตาม
บางชื่อผิดแผกเหมือนอ้างอิงตำราต่างเล่ม เพราะการรับรู้ผ่านประสาทหูของคนฝรั่งและคนไทย สร้างจินตภาพต่อเสียงนกที่ได้ยินต่างกันออกไป แม้จะเป็นนกชนิดเดียวกัน คนไทยเรียกชื่ออย่าง ฝรั่งเรียกอีกอย่าง เช่น นกอีก๋อย (Curlew) เป็นนกชายเลน ขนาดใหญ่ที่มีจะงอยปากยาวโค้งโน้มลงสู่ดิน คนไทยฟังเสียงแล้วก็บอกนกร้องว่า "ก๋อยๆๆ" แต่ฝรั่งไพล่ได้ยินไปอีกอย่างว่า "เคิร์ล-ลู" หรือ "เคอร์-ละ-ยู" แบบนี้ใช่ว่าจะเป็นพวกฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด หากเป็นฟังได้ศัพท์สองคำต่างภาษา ไม่มีผิดถูกกระไร
หรือ นกมูม นกพิราบป่าขนาดใหญ่ ที่อิริยาบถสุภาพเรียบร้อยตามประสานกพิราบ ส่งเสียงทุ้มนุ่มเฉื่อยๆ ว่า มูมๆๆ ไม่ได้มูมมามกินลูกไม้จนเลอะเทอะเปรอะเปื้อนเหมือนพวกนกปรอดหรือนกเอี้ยงที่จิกกินลูกตำลึงสุกสีแดงจนเปรอะจะงอยปาก
จะเห็นว่านกหลายชนิด ส่งเสียงร้องบอกนามของตน แม้นกจะไม่รู้หรอกว่าคนเราเรียกชื่อตัวตนว่าอย่างไร หากเสียงของนกสื่อสัญญาณเพื่อประกาศอาณาเขตและการร้องหาคู่ผสมพันธุ์ แต่คนเรา โดยเฉพาะนักดูนกใช้เสียงนกเป็นเสมือนสะพานลา ช่วยจำชื่อ ยิ่งได้ยินเสียงจากประสบการณ์จริงในธรรมชาติ ยิ่งเข้าใจแจ้งถึงเหตุแห่งการตั้งชื่อ
อีกทั้งยังช่วยค้นหาตัวนก ยามได้ยินแต่เสียงแต่ไม่พบเห็นนกที่อาจหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า และเป็นตัวช่วยจำแนกชนิดที่ชุดขนคล้ายกัน หากเสียงร้องต่างกันออกไปเป็นเอกลักษณ์ต่างตัว
ดังนั้น การเรียนรู้เรื่องเสียงร้องของนกช่วยเติมเต็มอีกแง่มุมหนึ่งการดูนกให้สนุกขึ้นด้วยการเรียนรู้จากประสบการณ์ด้วยตนเอง
หน้า 21
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01sun03310552§ionid=0120&day=2009-05-31
ทีมแพทย์ประสานหมอจุฬา/มหิดลรักษาช้างสุรินทร์ด่วน
| |||||||||||||||||||||||||||||||||
ศูนย์ช้างลำปางปลื้มไม่แพ้เชียงใหม่มีสมาชิกใหม่เพศเมีย
| ศูนย์ช้างลำปางปลื้มไม่แพ้เชียงใหม่มีสมาชิกใหม่เพศเมีย | ||||||||
| ข่าววันที่ 31 พฤษภาคม 2552 แหล่งข่าวจาก สยามรัฐ | ||||||||
| ||||||||
สยามเวิลด์ทัวร์ :ยลโฉมมนต์ขลัง"อิสตันบูล" ว่าที่เมืองหลวงวัฒนธรรมของยุโรป
| สยามเวิลด์ทัวร์ :ยลโฉมมนต์ขลัง"อิสตันบูล" ว่าที่เมืองหลวงวัฒนธรรมของยุโรป | |||||||||||||||||||||||||
| ข่าววันที่ 31 พฤษภาคม 2552 แหล่งข่าวจาก สยามรัฐ | |||||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||||
ผู้ติดตาม
คลังบทความของบล็อก
เกี่ยวกับฉัน
- sundara
- ข่าวสาร ข้อมูล ทุกด้านต้องรับฟัง ไม่เชื่อสิ่งที่เห็น ฟังข่าวสารเพียงฝ่ายเดียว ต้องรู้เท่าทันในการรับรู้ข่าวสารจากทุกแหล่งข่าว FACT - Freedom Against Censorship Thailand กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย http://facthai.wordpress.com/ http://twitter.com/jiew ● ปรึกษาปัญหากฏหมาย ละเมิด,สัญญา,อายัดทรัพย์ ยึดทรัพย์ ปัญหาติดต่อราชการ ฟรี ● พิมพ์รายงาน,ค้นหาข้อมูล, ● งานพิมพ์ Lay-Out,Art Work สำนักพิมพ์ดาวหาง www.sanamluang.bloggang.com สนใจติดต่อสอบถาม workingmailhome@hotmail.com