| | ต้อง นับว่าการลงพื้นที่ จ.สกลนคร ของพรรคภูมิใจไทยรอบนี้ สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองได้อีกครั้ง และต้องถือว่าเป็นความสำเร็จอย่างสูงของผู้กำกับโครงการในครั้งนี้ เพราะทำให้พรรคการเมืองใหญ่หลายพรรค ต้องรีบรื้อตารางลงพื้นที่ปรับให้กระชับและเร่งวันให้เร็วขึ้นทันที http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=201448&NewsType=1&Template=1 |
บ.ซีแคนูไทยแลนด์ จำกัด บ้าน ร๊อคการ์เด้นท์ 125/461 บ้านทุ่งคา - บ้านสะปำ ต. รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต 83000 โทรศัพท์ 076 528839 - 40 โทรสาร 076 258841 อีเมล์: info@seacanoe.net เว็บไซต์ http://www.seacanoe.net/ Please visit my blog.Thank you so much. http://www.sanamluang.bloggang.com / http://tham-manamai.blogspot.com / http://www.parent-youth.net/ http://www.tzuchithailand.org/ http://www.pdc.go.th/ http://www.presscouncil.or.th / http://thainetizen.org/ http://www.ictforall.org
วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552
กับแกล้มการเมือง:รู้จัก "คาร์บอนเครดิต"
วิถี 'วัฒนธรรมสีเขียว' เยียวยาโลก ตามแบบฉบับ...แดนซากุระ
| ตามแบบฉบับ...แดนซากุระ หลังออกดอกบานสะพรั่ง แย้มรับฤดูกาลใบไม้ผลิ ให้ชื่นชมเพียง 1-2 สัปดาห์ “ซากุระ” ดอกไม้สัญลักษณ์แห่งประเทศญี่ปุ่น ก็โรยราร่วงหล่น เป็นดอกซากุเละ และซากุโละ ตามลำดับ ปกติแล้วดอกซากุระ จะเบ่งบานราวเดือนเมษายนของทุกปี แต่คราวนี้กลับมาอวดโฉมเร็วกว่ากำหนดถึง 2 สัปดาห์ ซึ่งหลายคนคาดว่าปรากฏการณ์ดังกล่าว น่าจะเป็นผลกระทบมาจากสภาวะของโลกที่เพิ่มอุณหภูมิสูงขึ้นนั่นเอง ช้องมาศ พุ่มสวัสดิ์ http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=201389&NewsType=1&Template=1 |
กรรมของหมี
| | ที่มลรัฐวิสคอนซิน สหรัฐฯ เจ้าหน้าที่ส่วนทรัพยากรธรรมชาติท้องถิ่น พยายามหาทางช่วยเหลือลูกหมีจอมตะกระ กินไม่ดูตาม้าตาเรือ เจ้าของที่ดินใจดีรายหนึ่งชอบทำบุญทำทานกับเหล่านกสารพัดชนิดด้วยการวาง เครื่องให้อาหารรอนกหิวแล้วโฉบลงมากิน แต่แขกไม่ได้รับเชิญอย่างเจ้าหมีใหญ่ และลูกวัยกำลังซน ดันแอบย่องมาหาอาหารจึงได้พบกับเครื่องดังกล่าว แม่หมีตัวโตมากประสบการณ์หาอาหารอย่างช่ำชองไม่ทันมองลูกหมีที่ตามกลิ่น อาหารนกไปเจอเครื่องให้อาหาร และด้วยความหิว ลูกหมีคว้าเครื่องดังกล่าวและยื่นหน้าลงไป ก่อนศีรษะจะพลัดเข้าไปติดแหงก จึงส่งสัญญาณให้แม่ช่วย ระหว่างนั้นเอง เจ้าของที่ดินได้เห็นเหตุการณ์จึงบันทึกภาพไว้ได้ ไม่นานสองแม่ลูกหมี พากันวิ่งเตลิดหายเข้าไปในป่า และเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องเร่งค้นหาเพื่อให้การช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ตัดสินใจวางกับดักตาข่ายก่อนหาอาหารเพื่อวางหลอกล่อ และก็เป็นผลสำเร็จ หมีแม่-ลูกเดินมาตามกลิ่นอาหารและติดกับดัก แต่เครื่องให้อาหารนกไม่ได้ติดครอบศีรษะลูกหมีแล้ว ซึ่งสันนิษฐานได้ว่า ระหว่างล่าถอยไปตั้งหลัก แม่หมีคงทำลายเครื่องดังกล่าวให้แหลกคามือไปแล้ว. http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Columnid=74778&NewsType=2&Template=1 |
Bhutan 2 : ก้าวแห่งการเปลี่ยนแปลงในภูฏาน
รายงานโดย :ปวีณา สิงห์บูรณา: | วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552 |
อันที่จริงแล้วถ้าใครมีโอกาสไปที่ภูฏานแล้วถามถึงเจ้าชายจิกมี คนภูฏานคงจะทำหน้างงๆ กันสักหน่อย เพราะพระราชบิดาของพระองค์ก็ทรงมีพระนามต้นว่า จิกมี เช่นเดียวกัน คือสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี ซิงเย วังชุก ส่วนเจ้าชายจิกมีที่เรารู้จักกันนั้น ทรงมีพระนามว่า สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ดังนั้นคนภูฏานจะเรียกพระบิดาของพระองค์ว่า เดอะโฟร์ทคิง (The 4th king) และเรียกเจ้าชายจิกมีว่า เดอะฟิฟท์คิง (The 5th king) อันนี้ก็ให้รู้เผื่อไว้ก็แล้วกัน ส่วนเรื่องราวที่เราจะนำมาเล่ากันในวันนี้เป็นเรื่องของก้าวย่างแห่งการ เปลี่ยนแปลงของประเทศภูฏาน ว่ากันด้วยประเด็นของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์มาสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งมีคณะองคมนตรีเป็นที่ปรึกษา และมีสภาแห่งชาติที่เรียกว่า ซงดู (Tsongdu) ทำหน้าที่ในการออกกฎหมาย จะประกอบไปด้วยสมาชิก 161 คน (สมาชิก 106 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน+สมาชิก 55 คน มาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์)
กล่าวกันว่า จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศนั้นมาจากสายพระเนตรอันยาวไกล ของสมเด็จพระราชาธิบดีที่ 4 ที่ทรงเล็งเห็นถึงประโยชน์อันใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติ จึงทรงริเริ่มการเปลี่ยนแปลงระบอบการบริหารราชการแผ่นดิน จากเดิมที่พระมหากษัตริย์จะทรงเป็นทั้งประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาล ให้เปลี่ยนรูปแบบเสียใหม่ โดยให้มีหัวหน้ารัฐบาลดูแลบริหารประเทศแทน และกำหนดให้มีสภาคณะมนตรีขึ้นมาประกอบการบริหารประเทศร่วมด้วย เพื่อเป็นการกระจายอำนาจการปกครองและลดการรวมศูนย์ไว้ที่พระมหากษัตริย์ เพียงพระองค์เดียว
สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี ซิงเย วังชุก (The 4th king) ทรงประกาศสละราชสมบัติให้แก่มกุฎราชกุมารจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 เนื่องจากทรงเห็นว่าภูฏานกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบอบการปกครอง ประเทศแบบเดิม ไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ดังนั้น จึงจำเป็นที่มกุฎราชกุมาร (ในตอนนั้นเจ้าชายจิกมียังทรงเป็นมกุฎราชกุมาร) ทรงจะต้องเรียนรู้ประสบการณ์ที่แท้จริงในการบริหารประเทศ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในฐานะพระประมุขของประเทศ
ในช่วงแรกๆ ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ประชาชนชาวภูฏานไม่ค่อยเต็มใจยอมรับสักเท่าไร เนื่องจากยังขาดความเข้าใจในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย และเห็นว่าการปกครองเดิมที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขก็ทำให้ประชาชนมีความ สุขดีอยู่แล้ว ทำให้สมเด็จพระราชาธิบดีที่ 4 และมกุฎราชกุมารจิกมี (ในตอนนั้น) ทรงเสด็จพระราชดำเนินออกชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชนว่า การเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ประเทศยังสงบและประชาชนมีความสุข ย่อมได้ผลดีกว่าในช่วงที่ประเทศประสบปัญหา เนื่องจากจะได้มีเวลาปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่างๆ ด้วยความรอบคอบ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วประชาชนชาวภูฏานก็มีความเข้าใจและยอมรับในการเปลี่ยนแปลง นี้
หลังจากที่การเปลี่ยนแปลงเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ทางรัฐบาลภูฏานจึงได้จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 และงานฉลองครบรอบ 100 ปี ราชวงศ์วังชุก ระหว่างวันที่ 68 พ.ย. 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการเผยแพร่พระราชพิธีในพระราชสำนักภูฏานให้สาธารณชน ได้รับทราบกันทั่วโลก โดยโอกาสนี้ทางรัฐบาลไทย นำโดยสถานเอกอัครราชทูตแห่งราชอาณาจักรภูฏาน และกรมเอเชียใต้ฯ เป็นแม่งานหลักในการจัดงานเฉลิมฉลองขึ้นในวันที่ 2025 พ.ย. 2551 พร้อมกันนี้ก็ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอีกหลายหน่วย งาน อาทิ สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (TICA) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิษณุโลก โดยถือเอาโอกาสนี้เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้น มากยิ่งขึ้น มีการนำการแสดงศิลปวัฒนธรรมของไทยไปเผยแพร่ให้คนภูฏานได้ชื่นชมกัน รวมถึงทีมงานโลก 360 องศาของเราก็ได้มีโอกาสไปร่วมในงานนี้ด้วยเช่นกัน
ย้อนกลับไปถึงงานบรมราชาภิเษกที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 68 พ.ย. 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่บรรยากาศของภูฏานทั้งประเทศเต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันสดใสของชุด แต่งกายแบบพื้นเมืองปนกับรอยยิ้มแห่งความปีติยินดีของคนทั้งชาติ กับโอกาสครั้งสำคัญที่จะได้ชื่นชมพระบารมีของกษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของ พวกเขาถึง 2 พระองค์พร้อมๆ กัน โดยพระราชพิธีวันแรกจัดขึ้นที่ Tashichho Dzong ในเมืองหลวงทิมพู มีพระบรมวงศานุวงศ์ และแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญมาร่วมในพระราชพิธีกันอย่างคับคั่ง ภาพความประทับใจที่คงอยู่ในความทรงจำของคนทั้งประเทศเห็นจะเป็นภาพที่ กษัตริย์ทรงสวมมงกุฎให้กับกษัตริย์ ซึ่งไม่ค่อยจะมีปรากฏให้เห็นมากนักในประวัติศาสตร์
ในช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้น พระราชาธิบดีที่ 5 เสด็จออกพบประชาชนหลายหมื่นคนที่มารอเฝ้าชมพระบารมี หลังจากทรงรับผ้าถวายพระพรจากพสกนิกรที่มาเข้าเฝ้า จากนั้นจึงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมประชาชนทีละแถวจนครบถ้วนทุกคน สร้างความปีติยินดีให้กับประชาชนชาวภูฏานเป็นอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาสัมผัสได้ด้วยหัวใจว่า กษัตริย์ของพวกเขาทรงเห็นความสำคัญของประชาชนเท่าเทียมกันทุกชนชั้น
วันที่ 2 และ 3 ของพระราชพิธี จัดขึ้นที่สนามกีฬากลางแจ้งในเมืองทิมพู โดยพสกนิกรจากทั่วทุกสารทิศยังคงหลั่งไหลมาร่วมในพิธีกันตั้งแต่เช้าตรู่ พิธีการในวันนี้เป็นการสวนสนามของเหล่าทัพ ประกอบกับพิธีการอื่นตามโบราณราชประเพณี ช่วงหนึ่งของพระราชพิธีที่สะกดทุกหัวใจของชาวภูฏานให้สงบนิ่งฟังอย่างประทับ ใจ เห็นจะเป็นความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสของสมเด็จพระราชาธิบดีที่ 5 ที่มีใจความว่า
"ใช่ว่าเราเป็นกษัตริย์แล้วเราจะขอสิ่งเหล่านี้จากพวกท่าน เป็นชะตาลิขิตที่นำพาเรามาอยู่ตรงนี้ เรารู้สึกขอบคุณอย่างมาก และด้วยความรู้สึกต่ำต้อยเป็นที่ยิ่งในความอ่อนวัยของตัวเอง เราคิดว่าหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของเราก็คือการรับใช้ประชาชนและประเทศชาติ ที่แสนพิเศษของเรา
"ตลอดการปกครองของเรา เราจะไม่ปกครองท่านเยี่ยงเจ้าชีวิต แต่เราจะปกป้องพวกท่านเยี่ยงบิดา มารดา ห่วงใยท่านดังพี่ชาย และรับใช้ท่านดังบุตรชาย เราจะมอบทุกอย่างให้พวกท่าน และเราจะไม่เก็บอะไรไว้เลย เราจะใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ที่ดีคนหนึ่ง ที่พวกท่านอาจจะเห็นว่าพอจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับบุตรหลานของท่านได้ เราไม่มีจุดมุ่งหมายส่วนตัวอื่นใด นอกเสียจากความปรารถนาของพวกท่าน เราจะรับใช้พวกท่านเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกลางวัน กลางคืน ด้วยความเมตตา ยุติธรรม และเท่าเทียมกัน"
ภูฏานในวันนี้ ผ่านพ้นก้าวย่างแห่งการเปลี่ยนแปลงมาเต็มรูปแล้ว และเป็นการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด การปกครองรูปแบบใหม่ และกษัตริย์หนุ่มพระองค์ใหม่ที่ทรงพระเยาว์ที่สุดในโลก แถมยังทรงพระปรีชาสามารถ และเป็นที่เคารพรักของประชาชนทั้งประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ประเทศอื่นๆ จะวุ่นวายและวิตกกังวลกันทั่วหน้าด้วยพิษเศรษฐกิจ ในขณะที่คนภูฏานยังยิ้มกันได้อย่างทั่วหน้า โดยมิได้สะทกสะท้านอะไรกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในระบบทุนนิยม นั่นอาจจะเป็นเพราะว่า พวกเขามี GNH เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และพวกเขามีศูนย์รวมจิตใจถึง 2 พระองค์
http://www.posttoday.com/travel.php?id=28146
What can you do with the new Windows Live? Find out
What can you do with the new Windows Live? Find out
Bhutan 2 : ก้าวแห่งการเปลี่ยนแปลงในภูฏาน
รายงานโดย :ปวีณา สิงห์บูรณา: | วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552 |
อันที่จริงแล้วถ้าใครมีโอกาสไปที่ภูฏานแล้วถามถึงเจ้าชายจิกมี คนภูฏานคงจะทำหน้างงๆ กันสักหน่อย เพราะพระราชบิดาของพระองค์ก็ทรงมีพระนามต้นว่า จิกมี เช่นเดียวกัน คือสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี ซิงเย วังชุก ส่วนเจ้าชายจิกมีที่เรารู้จักกันนั้น ทรงมีพระนามว่า สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ดังนั้นคนภูฏานจะเรียกพระบิดาของพระองค์ว่า เดอะโฟร์ทคิง (The 4th king) และเรียกเจ้าชายจิกมีว่า เดอะฟิฟท์คิง (The 5th king) อันนี้ก็ให้รู้เผื่อไว้ก็แล้วกัน ส่วนเรื่องราวที่เราจะนำมาเล่ากันในวันนี้เป็นเรื่องของก้าวย่างแห่งการ เปลี่ยนแปลงของประเทศภูฏาน ว่ากันด้วยประเด็นของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์มาสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งมีคณะองคมนตรีเป็นที่ปรึกษา และมีสภาแห่งชาติที่เรียกว่า ซงดู (Tsongdu) ทำหน้าที่ในการออกกฎหมาย จะประกอบไปด้วยสมาชิก 161 คน (สมาชิก 106 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน+สมาชิก 55 คน มาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์)
กล่าวกันว่า จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศนั้นมาจากสายพระเนตรอันยาวไกล ของสมเด็จพระราชาธิบดีที่ 4 ที่ทรงเล็งเห็นถึงประโยชน์อันใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติ จึงทรงริเริ่มการเปลี่ยนแปลงระบอบการบริหารราชการแผ่นดิน จากเดิมที่พระมหากษัตริย์จะทรงเป็นทั้งประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาล ให้เปลี่ยนรูปแบบเสียใหม่ โดยให้มีหัวหน้ารัฐบาลดูแลบริหารประเทศแทน และกำหนดให้มีสภาคณะมนตรีขึ้นมาประกอบการบริหารประเทศร่วมด้วย เพื่อเป็นการกระจายอำนาจการปกครองและลดการรวมศูนย์ไว้ที่พระมหากษัตริย์ เพียงพระองค์เดียว
สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี ซิงเย วังชุก (The 4th king) ทรงประกาศสละราชสมบัติให้แก่มกุฎราชกุมารจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 เนื่องจากทรงเห็นว่าภูฏานกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบอบการปกครอง ประเทศแบบเดิม ไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ดังนั้น จึงจำเป็นที่มกุฎราชกุมาร (ในตอนนั้นเจ้าชายจิกมียังทรงเป็นมกุฎราชกุมาร) ทรงจะต้องเรียนรู้ประสบการณ์ที่แท้จริงในการบริหารประเทศ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในฐานะพระประมุขของประเทศ
ในช่วงแรกๆ ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ประชาชนชาวภูฏานไม่ค่อยเต็มใจยอมรับสักเท่าไร เนื่องจากยังขาดความเข้าใจในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย และเห็นว่าการปกครองเดิมที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขก็ทำให้ประชาชนมีความ สุขดีอยู่แล้ว ทำให้สมเด็จพระราชาธิบดีที่ 4 และมกุฎราชกุมารจิกมี (ในตอนนั้น) ทรงเสด็จพระราชดำเนินออกชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชนว่า การเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ประเทศยังสงบและประชาชนมีความสุข ย่อมได้ผลดีกว่าในช่วงที่ประเทศประสบปัญหา เนื่องจากจะได้มีเวลาปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่างๆ ด้วยความรอบคอบ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วประชาชนชาวภูฏานก็มีความเข้าใจและยอมรับในการเปลี่ยนแปลง นี้
หลังจากที่การเปลี่ยนแปลงเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ทางรัฐบาลภูฏานจึงได้จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 และงานฉลองครบรอบ 100 ปี ราชวงศ์วังชุก ระหว่างวันที่ 68 พ.ย. 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการเผยแพร่พระราชพิธีในพระราชสำนักภูฏานให้สาธารณชน ได้รับทราบกันทั่วโลก โดยโอกาสนี้ทางรัฐบาลไทย นำโดยสถานเอกอัครราชทูตแห่งราชอาณาจักรภูฏาน และกรมเอเชียใต้ฯ เป็นแม่งานหลักในการจัดงานเฉลิมฉลองขึ้นในวันที่ 2025 พ.ย. 2551 พร้อมกันนี้ก็ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอีกหลายหน่วย งาน อาทิ สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (TICA) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิษณุโลก โดยถือเอาโอกาสนี้เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้น มากยิ่งขึ้น มีการนำการแสดงศิลปวัฒนธรรมของไทยไปเผยแพร่ให้คนภูฏานได้ชื่นชมกัน รวมถึงทีมงานโลก 360 องศาของเราก็ได้มีโอกาสไปร่วมในงานนี้ด้วยเช่นกัน
ย้อนกลับไปถึงงานบรมราชาภิเษกที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 68 พ.ย. 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่บรรยากาศของภูฏานทั้งประเทศเต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันสดใสของชุด แต่งกายแบบพื้นเมืองปนกับรอยยิ้มแห่งความปีติยินดีของคนทั้งชาติ กับโอกาสครั้งสำคัญที่จะได้ชื่นชมพระบารมีของกษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของ พวกเขาถึง 2 พระองค์พร้อมๆ กัน โดยพระราชพิธีวันแรกจัดขึ้นที่ Tashichho Dzong ในเมืองหลวงทิมพู มีพระบรมวงศานุวงศ์ และแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญมาร่วมในพระราชพิธีกันอย่างคับคั่ง ภาพความประทับใจที่คงอยู่ในความทรงจำของคนทั้งประเทศเห็นจะเป็นภาพที่ กษัตริย์ทรงสวมมงกุฎให้กับกษัตริย์ ซึ่งไม่ค่อยจะมีปรากฏให้เห็นมากนักในประวัติศาสตร์
ในช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้น พระราชาธิบดีที่ 5 เสด็จออกพบประชาชนหลายหมื่นคนที่มารอเฝ้าชมพระบารมี หลังจากทรงรับผ้าถวายพระพรจากพสกนิกรที่มาเข้าเฝ้า จากนั้นจึงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมประชาชนทีละแถวจนครบถ้วนทุกคน สร้างความปีติยินดีให้กับประชาชนชาวภูฏานเป็นอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาสัมผัสได้ด้วยหัวใจว่า กษัตริย์ของพวกเขาทรงเห็นความสำคัญของประชาชนเท่าเทียมกันทุกชนชั้น
วันที่ 2 และ 3 ของพระราชพิธี จัดขึ้นที่สนามกีฬากลางแจ้งในเมืองทิมพู โดยพสกนิกรจากทั่วทุกสารทิศยังคงหลั่งไหลมาร่วมในพิธีกันตั้งแต่เช้าตรู่ พิธีการในวันนี้เป็นการสวนสนามของเหล่าทัพ ประกอบกับพิธีการอื่นตามโบราณราชประเพณี ช่วงหนึ่งของพระราชพิธีที่สะกดทุกหัวใจของชาวภูฏานให้สงบนิ่งฟังอย่างประทับ ใจ เห็นจะเป็นความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสของสมเด็จพระราชาธิบดีที่ 5 ที่มีใจความว่า
"ใช่ว่าเราเป็นกษัตริย์แล้วเราจะขอสิ่งเหล่านี้จากพวกท่าน เป็นชะตาลิขิตที่นำพาเรามาอยู่ตรงนี้ เรารู้สึกขอบคุณอย่างมาก และด้วยความรู้สึกต่ำต้อยเป็นที่ยิ่งในความอ่อนวัยของตัวเอง เราคิดว่าหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของเราก็คือการรับใช้ประชาชนและประเทศชาติ ที่แสนพิเศษของเรา
"ตลอดการปกครองของเรา เราจะไม่ปกครองท่านเยี่ยงเจ้าชีวิต แต่เราจะปกป้องพวกท่านเยี่ยงบิดา มารดา ห่วงใยท่านดังพี่ชาย และรับใช้ท่านดังบุตรชาย เราจะมอบทุกอย่างให้พวกท่าน และเราจะไม่เก็บอะไรไว้เลย เราจะใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ที่ดีคนหนึ่ง ที่พวกท่านอาจจะเห็นว่าพอจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับบุตรหลานของท่านได้ เราไม่มีจุดมุ่งหมายส่วนตัวอื่นใด นอกเสียจากความปรารถนาของพวกท่าน เราจะรับใช้พวกท่านเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกลางวัน กลางคืน ด้วยความเมตตา ยุติธรรม และเท่าเทียมกัน"
ภูฏานในวันนี้ ผ่านพ้นก้าวย่างแห่งการเปลี่ยนแปลงมาเต็มรูปแล้ว และเป็นการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด การปกครองรูปแบบใหม่ และกษัตริย์หนุ่มพระองค์ใหม่ที่ทรงพระเยาว์ที่สุดในโลก แถมยังทรงพระปรีชาสามารถ และเป็นที่เคารพรักของประชาชนทั้งประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ประเทศอื่นๆ จะวุ่นวายและวิตกกังวลกันทั่วหน้าด้วยพิษเศรษฐกิจ ในขณะที่คนภูฏานยังยิ้มกันได้อย่างทั่วหน้า โดยมิได้สะทกสะท้านอะไรกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในระบบทุนนิยม นั่นอาจจะเป็นเพราะว่า พวกเขามี GNH เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และพวกเขามีศูนย์รวมจิตใจถึง 2 พระองค์
http://www.posttoday.com/travel.php?id=28146
What can you do with the new Windows Live? Find out
วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ยุทธศาสตร์"กัลกัตตา" และ" 8 รัฐอีสาน"ของอินเดีย ลู่ทางการค้าที่"ไทย"ไม่ควรมองข้าม
| วันที่ 08 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11412 มติชนรายวัน ยุทธศาสตร์"กัลกัตตา" และ" 8 รัฐอีสาน"ของอินเดีย ลู่ทางการค้าที่"ไทย"ไม่ควรมองข้าม แม้ในปลายปีที่แล้วจนถึงปีนี้ทั้งจีนและอินเดียจะประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่อินเดียก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ยังสามารถรักษาการเติบโตเศรษฐกิจเอาไว้ในแดนบวกเช่นเดียวกับจีนเพราะการที่ขนาดการบริโภคภายในประเทศมีสูง พึ่งพาการส่งออกน้อยกว่าเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ จึงได้รับแรงกระแทกจากโลกภายนอกน้อยกว่า อินเดียเป็นหนึ่งในตลาดที่ไทยจำเป็นต้องรุกอย่างจริงจังเพราะโอกาสยังมีอีกมาก โดยที่ผ่านมาประเทศไทยมีการตั้งสำนักงานส่งเสริมการค้าต่างประเทศครบในทุกภาคของอินเดียแล้ว โดยภาคกลางตั้งอยู่กรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย ภาคตะวันตกตั้งอยู่ที่เมืองมุมไบ ภาคใต้ตั้งอยู่ที่เมืองเชนไน แต่ยังขาดอยู่ภาคเดียวที่ไทยยังไม่ได้ไปตั้งสำนักงานส่งเสริมการค้า นั่นก็คือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ซึ่งมีอยู่ 8 รัฐ ธราดล ทองเรือง ที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี อินเดีย ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยควรมีการตั้งสำนักงานส่งเสริมการค้าใน 8 รัฐภาคอีสานของอินเดียมาก โดยยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมที่ไทยจะตั้งสำนักงานส่งเสริมการค้าก็คือเมืองกัลกัตตา เมืองหลวงเก่าของอินเดีย (อยู่ในรัฐเวสต์เบงกอล) เพราะเหมาะสมที่จะใช้เป็นศูนย์กลางเชื่อมไปยัง 8 รัฐอีสานของอินเดีย เนื่องจากกัลกัตตามีสาธารณูปโภคพื้นฐานพร้อมมาก ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือ สนามบินนานาชาติ หากบินจากกรุงเทพฯไปกัลกัตตาจะใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง หรือประมาณเกือบครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับบินไปยังนิวเดลี ที่สำคัญไปกว่านั้น กัลกัตตายังเป็นชัยภูมิเหมาะสำหรับการเชื่อมการค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านของอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นบังกลาเทศ เนปาล ภูฐาน เจ้าหน้าที่ที่นั่นของไทยเคยผลักดันมาระยะหนึ่งแล้วตั้งแต่รัฐบาลก่อนในการตั้งสำนักงานส่งเสริมการค้าในเมืองกัลกัตตา แต่เรื่องยังเงียบไป ทั้งที่สถานกงสุลไทยในเมืองกัลกัตตาก็ยินดีจะให้ยืมสถานที่ทำเป็นสำนักงาน ไม่แน่ใจว่าเรื่องไปติดขัดอยู่ที่ใด โดยกิจกรรมสุดท้ายในการขยายการค้ากับ 8 รัฐในอินเดีย เกิดขึ้นสมัยนายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นำนักลงทุนไปเยือนเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว กล่าวสำหรับ 8 รัฐอีสานของอินเดีย ดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย 1.อรุณาจัลประเทศ 2.อัสสัม 3.มณีปุระ 4.เมฆกัลยา 5.มิโซรัม 6.นากาแลนด์ 7.สิกขิม 8.ตรีปุระ นั้นมีความน่าสนใจในการลงทุน เนื่องจากคนในภูมิภาคนี้หน้าตาคล้ายคนไทย นิยมรับประทานอาหารและใช้สินค้าไทย เพราะในภูมิภาคนี้โดยเฉพาะรัฐอัสสัมมีชนพื้นเมืองอินเดียที่เรียกว่ากลุ่มคนไท อยู่ 4-5 กลุ่ม เช่น ไทอาหม ไทคำตี่ ไทคำยัง ที่ภาษาบางส่วนคล้ายคลึงกับภาษาไทย สินค้าไทยที่คนในภาคอีสานของอินเดียชื่นชอบ นอกจากอาหารแล้วยังมีเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ภาคอีสานของอินเดียยังเป็นประตูไปสู่ตลาดเอเชียตะวันออกคือจีนผ่านประเทศพม่าสู่ตลาดอาเซียน และตลาดเอเชียใต้สู่บังกลาเทศและภูฏาน ในส่วนของการเชื่อมจากภาคอีสานของอินเดียไปยังพม่านั้น สามารถทำได้โดยทางบกหรือทางถนนซึ่งสามารถทะลุถึงเมืองมัณฑะเลย์หรือเมียววดีได้ ขณะนี้สินค้าจากไทยก็ถูกลำเลียงเข้าสู่ภาคอีสานของอินเดียโดยผ่านประเทศพม่าอยู่แล้ว นอกจากปัจจัยที่กล่าวมาแล้ว ภาคอีสานของอินเดียถือว่ามีศักยภาพและปัจจัยเกื้อหนุนที่จะรองรับการลงทุนของต่างชาติ เพราะมีความมั่งคั่งทางทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ถ่านหิน น้ำมัน มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายโดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ มรดกและวัฒนธรรม มีแรงงานราคาถูกจำนวนมาก รัฐบาลกลางประเทศประกาศให้เป็นเขตพัฒนาอุตสาหกรรม โดยปลอดภาษีเป็นเวลา 10 ปี รัฐบาลให้การช่วยเหลือด้านการขนส่ง เงินลงทุน รับประกันความเสี่ยงเป็นต้น และทุกรัฐมีสายการบินเชื่อมต่อกับเมืองกัลกัตตา สินค้าไทยที่เข้าไปเปิดตลาดในภาคอีสานของอินเดียแล้วก็อย่าง เช่น แบตเตอรี่ยัวซ่า ล่าสุด เครือสหพัฒนพิบูล จะไปเปิดร้าน 108 ช็อป ในรัฐนากาแลนด์ เดือนมิถุนายนนี้ หน้า 18 |
พบใบเสมาโบราณ100ปี เชื่อให้โชคลาภ!
|
ผู้ติดตาม
คลังบทความของบล็อก
เกี่ยวกับฉัน
- sundara
- ข่าวสาร ข้อมูล ทุกด้านต้องรับฟัง ไม่เชื่อสิ่งที่เห็น ฟังข่าวสารเพียงฝ่ายเดียว ต้องรู้เท่าทันในการรับรู้ข่าวสารจากทุกแหล่งข่าว FACT - Freedom Against Censorship Thailand กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย http://facthai.wordpress.com/ http://twitter.com/jiew ● ปรึกษาปัญหากฏหมาย ละเมิด,สัญญา,อายัดทรัพย์ ยึดทรัพย์ ปัญหาติดต่อราชการ ฟรี ● พิมพ์รายงาน,ค้นหาข้อมูล, ● งานพิมพ์ Lay-Out,Art Work สำนักพิมพ์ดาวหาง www.sanamluang.bloggang.com สนใจติดต่อสอบถาม workingmailhome@hotmail.com