บ.ซีแคนูไทยแลนด์ จำกัด บ้าน ร๊อคการ์เด้นท์ 125/461 บ้านทุ่งคา - บ้านสะปำ ต. รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต 83000 โทรศัพท์ 076 528839 - 40 โทรสาร 076 258841 อีเมล์: info@seacanoe.net เว็บไซต์ http://www.seacanoe.net/ Please visit my blog.Thank you so much. http://www.sanamluang.bloggang.com / http://tham-manamai.blogspot.com / http://www.parent-youth.net/ http://www.tzuchithailand.org/ http://www.pdc.go.th/ http://www.presscouncil.or.th / http://thainetizen.org/ http://www.ictforall.org

"เชิญชวนทุกท่านร่วมสร้างสรรค์กฎหมายเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน"

ฉันไม่ชอบกฎหมาย
Bookmark and Share
Blognone

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552

กับแกล้มการเมือง:รู้จัก "คาร์บอนเครดิต"

วันที่ 8 มิถุนายน 2552 เวลา 07:36 น.

กับแกล้มการเมือง:รู้จัก "คาร์บอนเครดิต"

ต้อง นับว่าการลงพื้นที่ จ.สกลนคร ของพรรคภูมิใจไทยรอบนี้ สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองได้อีกครั้ง และต้องถือว่าเป็นความสำเร็จอย่างสูงของผู้กำกับโครงการในครั้งนี้ เพราะทำให้พรรคการเมืองใหญ่หลายพรรค ต้องรีบรื้อตารางลงพื้นที่ปรับให้กระชับและเร่งวันให้เร็วขึ้นทันที
 
นอกจากนี้ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ประกาศ 2 นโยบายสำคัญ คือ “1 อบต. 1 ธนาคารข้าว 1 โรงสี” และ “นโยบายโฉนดคาร์บอนเครดิต” ตามแนวนโยบาย “ภูมิปัญญา นาดี-หนองไผ่” ทั้งนี้ “คาร์บอนเครดิต” ถือเป็นเรื่องใหม่ที่พรรคการเมืองหยิบขึ้นมาเป็นนโยบายในการหาเสียงและนำมา พัฒนาประเทศ
 
คาร์บอนเครดิต คือ การซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยประเทศพัฒนาแล้วจะเป็นผู้ซื้อสิทธิ ส่วนประเทศกำลังพัฒนาจะเป็นผู้ขายสิทธิ โดยคาร์บอนเครดิตเกิดขึ้นจากข้อตกลงพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งอยู่ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มี ภาคีทั้งหมด 191 ประเทศ และมีผลบังคับใช้เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2548 โดยสาระสำคัญ กำหนดให้ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซด้วยการ ปลูกป่า แต่ถ้าไม่มีพื้นที่ต้องไปลงทุนซื้อสิ่งทดแทนที่ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมีการกำหนดราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตประมาณ 10 ดอลลาร์ต่อ 1 ตันคาร์บอนเครดิต ทั้งนี้ พื้นที่ป่าประมาณ 2.5 ไร่ (1 เอเคอร์) จะได้คาร์บอนเครดิตประมาณ 2 ตัน.

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=201448&NewsType=1&Template=1

วิถี 'วัฒนธรรมสีเขียว' เยียวยาโลก ตามแบบฉบับ...แดนซากุระ

วันที่ 8 มิถุนายน 2552 เวลา 00:00 น.

วิถี 'วัฒนธรรมสีเขียว' เยียวยาโลก








ตามแบบฉบับ...แดนซากุระ

หลังออกดอกบานสะพรั่ง แย้มรับฤดูกาลใบไม้ผลิ ให้ชื่นชมเพียง 1-2 สัปดาห์ “ซากุระ” ดอกไม้สัญลักษณ์แห่งประเทศญี่ปุ่น ก็โรยราร่วงหล่น เป็นดอกซากุเละ และซากุโละ ตามลำดับ ปกติแล้วดอกซากุระ จะเบ่งบานราวเดือนเมษายนของทุกปี แต่คราวนี้กลับมาอวดโฉมเร็วกว่ากำหนดถึง 2 สัปดาห์ ซึ่งหลายคนคาดว่าปรากฏการณ์ดังกล่าว น่าจะเป็นผลกระทบมาจากสภาวะของโลกที่เพิ่มอุณหภูมิสูงขึ้นนั่นเอง
 
ปัญหาโลกร้อน กลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายวิตกกังวล เร่งรัดร่วมมือแก้ไข ซึ่งเมืองที่เป็นผู้นำแห่งอุตสาหกรรมการผลิต อย่างประเทศญี่ปุ่น มิได้นิ่งนอนใจ เข้าร่วมเยียวยาระบบนิเวศให้กลับมาสมดุลดังเดิม
 
ญี่ปุ่น ในวันนี้ แม้จะประสบปัญหารุมเร้าจากภายในและนอกประเทศ ทั้งวิกฤติการเงินและสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลก ส่งผลกระทบให้ชาวแดนปลาดิบ ต้องดิ้นรนหนีการตกงาน คนเมืองหลวง ในกรุงโตเกียวหลายชีวิตไม่มีงานทำ ต้องหมุน เข็มเบี่ยงทิศ มุ่งหน้าสู่ต่างจังหวัด เพื่อหางานทำต่อยอดการดำรงชีพ
 
กระนั้นญี่ปุ่นยังสามารถครองพื้นที่ ผู้นำเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศสหรัฐอเมริกาได้เป็นอย่างดี รากฐานเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ มาจากพื้นฐานอุตสาหกรรมการผลิตเป็นสำคัญ สินค้าหลายชนิดผ่านกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย กลายเป็นสินค้าส่งออกมีคุณภาพ จนเป็นที่ยอมรับว่าเป็นสินค้าชั้นแนวหน้า เช่น รถยนต์, เรือ, เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ชุดเครื่องเสียง วิทยุ โทรทัศน์ เครื่องเล่นวิดีโอ กล้องถ่ายรูป คอมพิวเตอร์ จนถึงผลิตภัณฑ์เคมี และผลิตภัณฑ์โลหะ ฯลฯ   
 
ขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมการผลิต  ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว กลับก่อให้เกิดภาวะมลพิษ ผลรวมของความเปลี่ยนแปลงนี้ กระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนในประเทศ และบทเรียนในอดีต ญี่ปุ่นได้ทุ่มเทความพยายามอย่างหนัก เพื่อขจัดมลพิษจากอุตสาหกรรมให้เหลือน้อยที่สุด เท่าที่จะทำได้ รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมทุกชนิด จึงไม่แปลกนัก หากญี่ปุ่นจะพ่วงตำแหน่ง “ผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อ  สิ่งแวดล้อม” 
 
ในโอกาสครบรอบ 120 ปีของการดำเนินธุรกิจ และเป็น ปีที่ 60 ของการดำเนินธุรกิจเบียร์ ภายใต้แบรนด์ อาซาฮี ซุปเปอร์ดราย นายฮิโตชิ โอกิตะ ประธานบริษัท อาซาฮี บริวเวอรี่ จำกัด เปิดสำนักงานใหญ่ ณ เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยความเป็นมาของโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมว่า องค์กรเริ่มให้ความสำคัญกำจัด ลดปริมาณขยะในโรงงาน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ถัดมาอีก 2 ปี จึงสามารถลดปริมาณขยะและบำบัดน้ำเสีย  ดีขึ้น นอกจากนี้ยังลดปริมาณ การปล่อยคาร์บอนได ออกไซด์  สู่อากาศให้เหลือเพียง ร้อยละ 10 เท่านั้น
 
“ผมคิดว่า การดำเนินธุรกิจ สามารถทำควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ นอกจากการทำตลาด มุ่งเพิ่มยอดขายจากสินค้า เป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ในทางกลับกัน ต้องเริ่มคิดว่า สามารถทำสิ่งใดคืนสู่สังคมได้บ้าง ชิ้นส่วนเครื่องจักรทุกตัวจากโรงงานการผลิตทั้ง 9 แห่ง เราลงทุนซื้อเครื่องจักรที่มีคุณภาพสูงมาใช้ ตามมุมมองการ ลงทุน ในระยะยาวถือว่าคุ้มค่า เพราะได้  ทั้งสินค้ามีคุณภาพ และได้ลดปริมาณ ภาวะมลพิษอีกด้วย ตั้งแต่กระบวนการผลิต เช่น ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ร้อยละ 10 หรือเปลี่ยนจากการใช้น้ำมัน มาใช้ก๊าซธรรมชาติทดแทน โดยใช้งบประมาณการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมกว่า 40,000 ล้านเยน” ประธานบริษัท อาซาฮี บริวเวอรี่ จำกัด กล่าว
 
นายฮิโตชิ กล่าวต่อว่า  “สำหรับการสร้างความตระหนักในองค์กร เราปลูกฝังเรื่องวัฒนธรรมสีเขียว ทุกปีจะมีการมอบเงินรางวัล ประมาณ 1 ล้านเยน ให้แก่ประชาชนทั่วไป ที่นำความรู้ความสามารถ มาพัฒนาศิลปวัฒนธรรมของชาติ ดังเช่นปีที่ผ่านมา มอบรางวัลให้แก่ สมาคมรณรงค์ไม่ให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี ดื่มแอลกอฮอล์”
 
นอกจากนี้ ประธานใหญ่อาซาฮี ยังเล่าต่อว่า ในส่วนพนักงาน รณรงค์ให้ช่วยกันประหยัดการใช้กระดาษ น้ำ ไฟ จัดโหวตคะแนนให้กับแผนกที่ลดการใช้พลังงานมากที่สุด ซึ่งแผนกใดชนะใจเพื่อนร่วมงาน ก็จะได้รับเงินรางวัล แต่กฎกติกาของบริษัท มอบให้แล้วห้ามนำไปใช้จ่ายส่วนตัว ต้องตกลงกันในแผนกว่า จะจัดสรรปันส่วนเงินรางวัล บริจาคแก่สมาคม หรือมูลนิธิสาธารณ กุศลต่าง ๆ ซึ่งครั้งที่ผ่านมา นำไปมอบให้มูลนิธิสงเคราะห์สัตว์พิการ เป็นต้น
 
ในโอกาสนี้ นายฮิโตชิ ยังเปิดให้เยี่ยมชมโรงงานการผลิต ซึ่งโรงงานดังกล่าว มีชื่อว่า อาซาฮี อิบาระกิ บริวเวอรี่ ทำเล ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงโตเกียว ใช้เวลาเดินทางจากสำนักงานใหญ่ไปประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งภายในอาณาบริเวณโรงงาน ถูกปกคลุมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ เหมือนจำลองป่าเล็ก ๆ เอาไว้
 
โรงงานแห่งนี้เป็น 1  ใน 9 ของโรงงานการผลิตที่มีอยู่ สร้างเสร็จสมบูรณ์ เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2534 ในส่วนตัวโรงงาน เน้นรักษาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่ดีเพื่อสังคมและชุมชน โดยรอบโรงงานเน้นพื้นที่สีเขียว จึงมีการลงต้นไม้หลากหลายพันธุ์ จำลองธารน้ำไหลเอื่อย สร้างทัศนียภาพร่มรื่น สงบ ร่มเย็น  ให้แก่ผู้มาเยือน ทั้งนี้ยังมีการ เลี้ยงปลาคาร์ป ในบ่อน้ำที่อยู่รอบ ๆ บริเวณโรงงานอีกด้วย
 
สำหรับเศษวัตถุดิบเหลือใช้จากการผลิต จะถูกนำมาแยกประเภท ก่อนแปรรูปรีไซเคิล เป็นของใช้ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ กระดาษหุ้มห่อฝาเครื่องดื่ม กลายสภาพเป็นกล่องกระดาษบรรจุสินค้า, ฝาอะลูมิเนียม นำมาหลอมผสมเป็นส่วนประกอบของโลหะ, กระป๋องที่ชำรุดผิดรูปทรง นำมารีไซเคิลใหม่ทั้งใบ,  ลังพลาสติกสภาพชำรุด รีไซเคิลมาเป็นพาเลทขนย้ายสินค้า  เป็นต้น
 
ภาพเมืองอุตสาหกรรมในอดีต หลายคนคงเคยมองผ่านมุมว่า เป็นแหล่งทำลายสิ่งแวดล้อม ปล่อยควันพิษสู่ชั้นบรรยากาศ  ทิ้งน้ำเน่าเสียลงสู่แม่น้ำ ลำคลอง และผลพลอยได้จากการผลิต ก็คือ ปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าเราร่วมรีไซเคิลระบบกระบวนการคิดเสียใหม่ และร่วมมือร่วมใจกัน ขยายอาณาเขต สร้างพื้นที่สีเขียวให้เพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งหันมาใส่ใจกับปัญหาระดับโลก ที่กำลังร่วมเผชิญกันอย่างแข็งขัน และใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างเหมาะสม
 
ไม่เพียง ดอกซากุระ จะกลับมาเบ่งบานถูกต้องตามฤดูกาลดังเดิม แต่ยังหมายถึง การรักษาบำรุงบ้าน ให้รุ่นลูกรุ่นหลาน ได้อาศัยอยู่สืบไป.

ช้องมาศ พุ่มสวัสดิ์

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=201389&NewsType=1&Template=1

กรรมของหมี

วันที่ 8 มิถุนายน 2552 เวลา 09:47 น.

กรรมของหมี

ที่มลรัฐวิสคอนซิน สหรัฐฯ เจ้าหน้าที่ส่วนทรัพยากรธรรมชาติท้องถิ่น พยายามหาทางช่วยเหลือลูกหมีจอมตะกระ กินไม่ดูตาม้าตาเรือ

เจ้าของที่ดินใจดีรายหนึ่งชอบทำบุญทำทานกับเหล่านกสารพัดชนิดด้วยการวาง เครื่องให้อาหารรอนกหิวแล้วโฉบลงมากิน แต่แขกไม่ได้รับเชิญอย่างเจ้าหมีใหญ่ และลูกวัยกำลังซน ดันแอบย่องมาหาอาหารจึงได้พบกับเครื่องดังกล่าว

แม่หมีตัวโตมากประสบการณ์หาอาหารอย่างช่ำชองไม่ทันมองลูกหมีที่ตามกลิ่น อาหารนกไปเจอเครื่องให้อาหาร และด้วยความหิว ลูกหมีคว้าเครื่องดังกล่าวและยื่นหน้าลงไป ก่อนศีรษะจะพลัดเข้าไปติดแหงก จึงส่งสัญญาณให้แม่ช่วย

ระหว่างนั้นเอง เจ้าของที่ดินได้เห็นเหตุการณ์จึงบันทึกภาพไว้ได้ ไม่นานสองแม่ลูกหมี พากันวิ่งเตลิดหายเข้าไปในป่า และเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องเร่งค้นหาเพื่อให้การช่วยเหลือ

เจ้าหน้าที่ตัดสินใจวางกับดักตาข่ายก่อนหาอาหารเพื่อวางหลอกล่อ และก็เป็นผลสำเร็จ หมีแม่-ลูกเดินมาตามกลิ่นอาหารและติดกับดัก แต่เครื่องให้อาหารนกไม่ได้ติดครอบศีรษะลูกหมีแล้ว ซึ่งสันนิษฐานได้ว่า ระหว่างล่าถอยไปตั้งหลัก แม่หมีคงทำลายเครื่องดังกล่าวให้แหลกคามือไปแล้ว.

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Columnid=74778&NewsType=2&Template=1

Bhutan 2 : ก้าวแห่งการเปลี่ยนแปลงในภูฏาน




 

รายงานโดย :ปวีณา สิงห์บูรณา:
วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552
ก่อนหน้านี้ใครๆ ก็ทราบกันดีว่า ประเทศภูฏานนั้นปกครองกันด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นั่นก็คงจะมาจากเหตุผลหลักๆ เรื่องเดียว คือ กระแสชื่นชมเจ้าชายจิกมีนั่นเอง
หลัง จากนั้นข่าวคราวของภูฏานก็ได้รับความสนใจจากคนไทยเพิ่มมากขึ้น จนเมื่อไม่นานมานี้มีอีกข่าวหนึ่งที่ได้รับการตีแผ่ไปทั่วโลก คือการประกาศสละราชสมบัติของสมเด็จพระราชาธิบดีที่ 4 พระบิดาของเจ้าชายจิกมี ทำให้เจ้าชายจิกมีจึงขึ้นครองราชสมบัติแทนพระราชบิดาเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2549 กลายเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์วังชุก
อันที่จริงแล้วถ้าใครมีโอกาสไปที่ภูฏานแล้วถามถึงเจ้าชายจิกมี คนภูฏานคงจะทำหน้างงๆ กันสักหน่อย เพราะพระราชบิดาของพระองค์ก็ทรงมีพระนามต้นว่า จิกมี เช่นเดียวกัน คือสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี ซิงเย วังชุก ส่วนเจ้าชายจิกมีที่เรารู้จักกันนั้น ทรงมีพระนามว่า สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ดังนั้นคนภูฏานจะเรียกพระบิดาของพระองค์ว่า เดอะโฟร์ทคิง (The 4th king) และเรียกเจ้าชายจิกมีว่า เดอะฟิฟท์คิง (The 5th king) อันนี้ก็ให้รู้เผื่อไว้ก็แล้วกัน ส่วนเรื่องราวที่เราจะนำมาเล่ากันในวันนี้เป็นเรื่องของก้าวย่างแห่งการ เปลี่ยนแปลงของประเทศภูฏาน ว่ากันด้วยประเด็นของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์มาสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งมีคณะองคมนตรีเป็นที่ปรึกษา และมีสภาแห่งชาติที่เรียกว่า ซงดู (Tsongdu) ทำหน้าที่ในการออกกฎหมาย จะประกอบไปด้วยสมาชิก 161 คน (สมาชิก 106 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน+สมาชิก 55 คน มาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์)
กล่าวกันว่า จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศนั้นมาจากสายพระเนตรอันยาวไกล ของสมเด็จพระราชาธิบดีที่ 4 ที่ทรงเล็งเห็นถึงประโยชน์อันใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติ จึงทรงริเริ่มการเปลี่ยนแปลงระบอบการบริหารราชการแผ่นดิน จากเดิมที่พระมหากษัตริย์จะทรงเป็นทั้งประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาล ให้เปลี่ยนรูปแบบเสียใหม่ โดยให้มีหัวหน้ารัฐบาลดูแลบริหารประเทศแทน และกำหนดให้มีสภาคณะมนตรีขึ้นมาประกอบการบริหารประเทศร่วมด้วย เพื่อเป็นการกระจายอำนาจการปกครองและลดการรวมศูนย์ไว้ที่พระมหากษัตริย์ เพียงพระองค์เดียว
สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี ซิงเย วังชุก (The 4th king) ทรงประกาศสละราชสมบัติให้แก่มกุฎราชกุมารจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 เนื่องจากทรงเห็นว่าภูฏานกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบอบการปกครอง ประเทศแบบเดิม ไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ดังนั้น จึงจำเป็นที่มกุฎราชกุมาร (ในตอนนั้นเจ้าชายจิกมียังทรงเป็นมกุฎราชกุมาร) ทรงจะต้องเรียนรู้ประสบการณ์ที่แท้จริงในการบริหารประเทศ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในฐานะพระประมุขของประเทศ
ในช่วงแรกๆ ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ประชาชนชาวภูฏานไม่ค่อยเต็มใจยอมรับสักเท่าไร เนื่องจากยังขาดความเข้าใจในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย และเห็นว่าการปกครองเดิมที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขก็ทำให้ประชาชนมีความ สุขดีอยู่แล้ว ทำให้สมเด็จพระราชาธิบดีที่ 4 และมกุฎราชกุมารจิกมี (ในตอนนั้น) ทรงเสด็จพระราชดำเนินออกชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชนว่า การเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ประเทศยังสงบและประชาชนมีความสุข ย่อมได้ผลดีกว่าในช่วงที่ประเทศประสบปัญหา เนื่องจากจะได้มีเวลาปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่างๆ ด้วยความรอบคอบ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วประชาชนชาวภูฏานก็มีความเข้าใจและยอมรับในการเปลี่ยนแปลง นี้
การ เลือกตั้งครั้งแรกของภูฏานเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2550 ที่ผ่านมา เป็นการเลือกตั้งวุฒิสภาครั้งแรกของประเทศ และวันที่ 24 มี.ค. 2551 ก็มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศเช่น กัน ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองสู่ความเป็น ประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ และผลการเลือกตั้งทำให้ประเทศภูฏานได้นายกรัฐมนตรีคนแรกภายใต้ระบอบ ประชาธิปไตยที่ชื่อว่า เลียนเชน จิกมี วาย ทินเลย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเป็นอดีตรัฐมนตรีอีก หลายกระทรวง และที่สำคัญยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติ หรือ Gross National Happiness (GNH) อันเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศที่ริเริ่มในสมัยสมเด็จพระราชาธิบดีที่ 4 แห่งภูฏาน
หลังจากที่การเปลี่ยนแปลงเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ทางรัฐบาลภูฏานจึงได้จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 และงานฉลองครบรอบ 100 ปี ราชวงศ์วังชุก ระหว่างวันที่ 68 พ.ย. 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการเผยแพร่พระราชพิธีในพระราชสำนักภูฏานให้สาธารณชน ได้รับทราบกันทั่วโลก โดยโอกาสนี้ทางรัฐบาลไทย นำโดยสถานเอกอัครราชทูตแห่งราชอาณาจักรภูฏาน และกรมเอเชียใต้ฯ เป็นแม่งานหลักในการจัดงานเฉลิมฉลองขึ้นในวันที่ 2025 พ.ย. 2551 พร้อมกันนี้ก็ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอีกหลายหน่วย งาน อาทิ สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (TICA) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิษณุโลก โดยถือเอาโอกาสนี้เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้น มากยิ่งขึ้น มีการนำการแสดงศิลปวัฒนธรรมของไทยไปเผยแพร่ให้คนภูฏานได้ชื่นชมกัน รวมถึงทีมงานโลก 360 องศาของเราก็ได้มีโอกาสไปร่วมในงานนี้ด้วยเช่นกัน
ย้อนกลับไปถึงงานบรมราชาภิเษกที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 68 พ.ย. 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่บรรยากาศของภูฏานทั้งประเทศเต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันสดใสของชุด แต่งกายแบบพื้นเมืองปนกับรอยยิ้มแห่งความปีติยินดีของคนทั้งชาติ กับโอกาสครั้งสำคัญที่จะได้ชื่นชมพระบารมีของกษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของ พวกเขาถึง 2 พระองค์พร้อมๆ กัน โดยพระราชพิธีวันแรกจัดขึ้นที่ Tashichho Dzong ในเมืองหลวงทิมพู มีพระบรมวงศานุวงศ์ และแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญมาร่วมในพระราชพิธีกันอย่างคับคั่ง ภาพความประทับใจที่คงอยู่ในความทรงจำของคนทั้งประเทศเห็นจะเป็นภาพที่ กษัตริย์ทรงสวมมงกุฎให้กับกษัตริย์ ซึ่งไม่ค่อยจะมีปรากฏให้เห็นมากนักในประวัติศาสตร์
อีก ภาพความประทับใจที่มีการกล่าวขานกันไปทั้งประเทศ คือ ช่วงที่เสร็จพระราชพิธีการด้านในห้องบัลลังก์ทอง ขณะเสด็จออกเพื่อไปยังห้องบัลลังก์พิธีอีกห้องหนึ่ง ในระหว่างที่จะเสด็จออกนั้น สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ทรงทูลเชิญสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก เสด็จนำ แต่พระราชบิดาทรงปฏิเสธ และทรงให้พระองค์เสด็จนำ เสมือนหนึ่งจะยืนยันว่า พระราชบิดาทรงมอบพระราชอำนาจให้ทั้งหมดอย่างแท้จริง แม้สมเด็จพระราชาธิบดีที่ 5 จะทรงยืนยันถวายพระเกียรติ พระราชบิดาก็ไม่ทรงรับ สุดท้ายสมเด็จพระราชาธิบดีที่ 5 ก็ตัดสินพระทัยเสด็จนำ เสมือนหนึ่งว่าทรงเข้าพระทัยและยอมรับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่บนเส้นทางของ การขึ้นสู่ตำแหน่งประมุขแห่งราชอาณาจักรภูฏานเป็นอย่างดี
ในช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้น พระราชาธิบดีที่ 5 เสด็จออกพบประชาชนหลายหมื่นคนที่มารอเฝ้าชมพระบารมี หลังจากทรงรับผ้าถวายพระพรจากพสกนิกรที่มาเข้าเฝ้า จากนั้นจึงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมประชาชนทีละแถวจนครบถ้วนทุกคน สร้างความปีติยินดีให้กับประชาชนชาวภูฏานเป็นอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาสัมผัสได้ด้วยหัวใจว่า กษัตริย์ของพวกเขาทรงเห็นความสำคัญของประชาชนเท่าเทียมกันทุกชนชั้น
วันที่ 2 และ 3 ของพระราชพิธี จัดขึ้นที่สนามกีฬากลางแจ้งในเมืองทิมพู โดยพสกนิกรจากทั่วทุกสารทิศยังคงหลั่งไหลมาร่วมในพิธีกันตั้งแต่เช้าตรู่ พิธีการในวันนี้เป็นการสวนสนามของเหล่าทัพ ประกอบกับพิธีการอื่นตามโบราณราชประเพณี ช่วงหนึ่งของพระราชพิธีที่สะกดทุกหัวใจของชาวภูฏานให้สงบนิ่งฟังอย่างประทับ ใจ เห็นจะเป็นความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสของสมเด็จพระราชาธิบดีที่ 5 ที่มีใจความว่า
"ใช่ว่าเราเป็นกษัตริย์แล้วเราจะขอสิ่งเหล่านี้จากพวกท่าน เป็นชะตาลิขิตที่นำพาเรามาอยู่ตรงนี้ เรารู้สึกขอบคุณอย่างมาก และด้วยความรู้สึกต่ำต้อยเป็นที่ยิ่งในความอ่อนวัยของตัวเอง เราคิดว่าหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของเราก็คือการรับใช้ประชาชนและประเทศชาติ ที่แสนพิเศษของเรา
"ตลอดการปกครองของเรา เราจะไม่ปกครองท่านเยี่ยงเจ้าชีวิต แต่เราจะปกป้องพวกท่านเยี่ยงบิดา มารดา ห่วงใยท่านดังพี่ชาย และรับใช้ท่านดังบุตรชาย เราจะมอบทุกอย่างให้พวกท่าน และเราจะไม่เก็บอะไรไว้เลย เราจะใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ที่ดีคนหนึ่ง ที่พวกท่านอาจจะเห็นว่าพอจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับบุตรหลานของท่านได้ เราไม่มีจุดมุ่งหมายส่วนตัวอื่นใด นอกเสียจากความปรารถนาของพวกท่าน เราจะรับใช้พวกท่านเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกลางวัน กลางคืน ด้วยความเมตตา ยุติธรรม และเท่าเทียมกัน"
ภูฏานในวันนี้ ผ่านพ้นก้าวย่างแห่งการเปลี่ยนแปลงมาเต็มรูปแล้ว และเป็นการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด การปกครองรูปแบบใหม่ และกษัตริย์หนุ่มพระองค์ใหม่ที่ทรงพระเยาว์ที่สุดในโลก แถมยังทรงพระปรีชาสามารถ และเป็นที่เคารพรักของประชาชนทั้งประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ประเทศอื่นๆ จะวุ่นวายและวิตกกังวลกันทั่วหน้าด้วยพิษเศรษฐกิจ ในขณะที่คนภูฏานยังยิ้มกันได้อย่างทั่วหน้า โดยมิได้สะทกสะท้านอะไรกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในระบบทุนนิยม นั่นอาจจะเป็นเพราะว่า พวกเขามี GNH เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และพวกเขามีศูนย์รวมจิตใจถึง 2 พระองค์
http://www.posttoday.com/travel.php?id=28146



What can you do with the new Windows Live? Find out

What can you do with the new Windows Live? Find out

Bhutan 2 : ก้าวแห่งการเปลี่ยนแปลงในภูฏาน

รายงานโดย :ปวีณา สิงห์บูรณา:
วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552
ก่อนหน้านี้ใครๆ ก็ทราบกันดีว่า ประเทศภูฏานนั้นปกครองกันด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นั่นก็คงจะมาจากเหตุผลหลักๆ เรื่องเดียว คือ กระแสชื่นชมเจ้าชายจิกมีนั่นเอง
หลัง จากนั้นข่าวคราวของภูฏานก็ได้รับความสนใจจากคนไทยเพิ่มมากขึ้น จนเมื่อไม่นานมานี้มีอีกข่าวหนึ่งที่ได้รับการตีแผ่ไปทั่วโลก คือการประกาศสละราชสมบัติของสมเด็จพระราชาธิบดีที่ 4 พระบิดาของเจ้าชายจิกมี ทำให้เจ้าชายจิกมีจึงขึ้นครองราชสมบัติแทนพระราชบิดาเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2549 กลายเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์วังชุก
อันที่จริงแล้วถ้าใครมีโอกาสไปที่ภูฏานแล้วถามถึงเจ้าชายจิกมี คนภูฏานคงจะทำหน้างงๆ กันสักหน่อย เพราะพระราชบิดาของพระองค์ก็ทรงมีพระนามต้นว่า จิกมี เช่นเดียวกัน คือสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี ซิงเย วังชุก ส่วนเจ้าชายจิกมีที่เรารู้จักกันนั้น ทรงมีพระนามว่า สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ดังนั้นคนภูฏานจะเรียกพระบิดาของพระองค์ว่า เดอะโฟร์ทคิง (The 4th king) และเรียกเจ้าชายจิกมีว่า เดอะฟิฟท์คิง (The 5th king) อันนี้ก็ให้รู้เผื่อไว้ก็แล้วกัน ส่วนเรื่องราวที่เราจะนำมาเล่ากันในวันนี้เป็นเรื่องของก้าวย่างแห่งการ เปลี่ยนแปลงของประเทศภูฏาน ว่ากันด้วยประเด็นของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์มาสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งมีคณะองคมนตรีเป็นที่ปรึกษา และมีสภาแห่งชาติที่เรียกว่า ซงดู (Tsongdu) ทำหน้าที่ในการออกกฎหมาย จะประกอบไปด้วยสมาชิก 161 คน (สมาชิก 106 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน+สมาชิก 55 คน มาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์)
กล่าวกันว่า จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศนั้นมาจากสายพระเนตรอันยาวไกล ของสมเด็จพระราชาธิบดีที่ 4 ที่ทรงเล็งเห็นถึงประโยชน์อันใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติ จึงทรงริเริ่มการเปลี่ยนแปลงระบอบการบริหารราชการแผ่นดิน จากเดิมที่พระมหากษัตริย์จะทรงเป็นทั้งประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาล ให้เปลี่ยนรูปแบบเสียใหม่ โดยให้มีหัวหน้ารัฐบาลดูแลบริหารประเทศแทน และกำหนดให้มีสภาคณะมนตรีขึ้นมาประกอบการบริหารประเทศร่วมด้วย เพื่อเป็นการกระจายอำนาจการปกครองและลดการรวมศูนย์ไว้ที่พระมหากษัตริย์ เพียงพระองค์เดียว
สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี ซิงเย วังชุก (The 4th king) ทรงประกาศสละราชสมบัติให้แก่มกุฎราชกุมารจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 เนื่องจากทรงเห็นว่าภูฏานกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบอบการปกครอง ประเทศแบบเดิม ไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ดังนั้น จึงจำเป็นที่มกุฎราชกุมาร (ในตอนนั้นเจ้าชายจิกมียังทรงเป็นมกุฎราชกุมาร) ทรงจะต้องเรียนรู้ประสบการณ์ที่แท้จริงในการบริหารประเทศ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในฐานะพระประมุขของประเทศ
ในช่วงแรกๆ ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ประชาชนชาวภูฏานไม่ค่อยเต็มใจยอมรับสักเท่าไร เนื่องจากยังขาดความเข้าใจในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย และเห็นว่าการปกครองเดิมที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขก็ทำให้ประชาชนมีความ สุขดีอยู่แล้ว ทำให้สมเด็จพระราชาธิบดีที่ 4 และมกุฎราชกุมารจิกมี (ในตอนนั้น) ทรงเสด็จพระราชดำเนินออกชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชนว่า การเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ประเทศยังสงบและประชาชนมีความสุข ย่อมได้ผลดีกว่าในช่วงที่ประเทศประสบปัญหา เนื่องจากจะได้มีเวลาปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่างๆ ด้วยความรอบคอบ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วประชาชนชาวภูฏานก็มีความเข้าใจและยอมรับในการเปลี่ยนแปลง นี้
การ เลือกตั้งครั้งแรกของภูฏานเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2550 ที่ผ่านมา เป็นการเลือกตั้งวุฒิสภาครั้งแรกของประเทศ และวันที่ 24 มี.ค. 2551 ก็มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศเช่น กัน ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองสู่ความเป็น ประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ และผลการเลือกตั้งทำให้ประเทศภูฏานได้นายกรัฐมนตรีคนแรกภายใต้ระบอบ ประชาธิปไตยที่ชื่อว่า เลียนเชน จิกมี วาย ทินเลย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเป็นอดีตรัฐมนตรีอีก หลายกระทรวง และที่สำคัญยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติ หรือ Gross National Happiness (GNH) อันเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศที่ริเริ่มในสมัยสมเด็จพระราชาธิบดีที่ 4 แห่งภูฏาน
หลังจากที่การเปลี่ยนแปลงเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ทางรัฐบาลภูฏานจึงได้จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 และงานฉลองครบรอบ 100 ปี ราชวงศ์วังชุก ระหว่างวันที่ 68 พ.ย. 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการเผยแพร่พระราชพิธีในพระราชสำนักภูฏานให้สาธารณชน ได้รับทราบกันทั่วโลก โดยโอกาสนี้ทางรัฐบาลไทย นำโดยสถานเอกอัครราชทูตแห่งราชอาณาจักรภูฏาน และกรมเอเชียใต้ฯ เป็นแม่งานหลักในการจัดงานเฉลิมฉลองขึ้นในวันที่ 2025 พ.ย. 2551 พร้อมกันนี้ก็ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอีกหลายหน่วย งาน อาทิ สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (TICA) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิษณุโลก โดยถือเอาโอกาสนี้เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้น มากยิ่งขึ้น มีการนำการแสดงศิลปวัฒนธรรมของไทยไปเผยแพร่ให้คนภูฏานได้ชื่นชมกัน รวมถึงทีมงานโลก 360 องศาของเราก็ได้มีโอกาสไปร่วมในงานนี้ด้วยเช่นกัน
ย้อนกลับไปถึงงานบรมราชาภิเษกที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 68 พ.ย. 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่บรรยากาศของภูฏานทั้งประเทศเต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันสดใสของชุด แต่งกายแบบพื้นเมืองปนกับรอยยิ้มแห่งความปีติยินดีของคนทั้งชาติ กับโอกาสครั้งสำคัญที่จะได้ชื่นชมพระบารมีของกษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของ พวกเขาถึง 2 พระองค์พร้อมๆ กัน โดยพระราชพิธีวันแรกจัดขึ้นที่ Tashichho Dzong ในเมืองหลวงทิมพู มีพระบรมวงศานุวงศ์ และแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญมาร่วมในพระราชพิธีกันอย่างคับคั่ง ภาพความประทับใจที่คงอยู่ในความทรงจำของคนทั้งประเทศเห็นจะเป็นภาพที่ กษัตริย์ทรงสวมมงกุฎให้กับกษัตริย์ ซึ่งไม่ค่อยจะมีปรากฏให้เห็นมากนักในประวัติศาสตร์
อีก ภาพความประทับใจที่มีการกล่าวขานกันไปทั้งประเทศ คือ ช่วงที่เสร็จพระราชพิธีการด้านในห้องบัลลังก์ทอง ขณะเสด็จออกเพื่อไปยังห้องบัลลังก์พิธีอีกห้องหนึ่ง ในระหว่างที่จะเสด็จออกนั้น สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ทรงทูลเชิญสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก เสด็จนำ แต่พระราชบิดาทรงปฏิเสธ และทรงให้พระองค์เสด็จนำ เสมือนหนึ่งจะยืนยันว่า พระราชบิดาทรงมอบพระราชอำนาจให้ทั้งหมดอย่างแท้จริง แม้สมเด็จพระราชาธิบดีที่ 5 จะทรงยืนยันถวายพระเกียรติ พระราชบิดาก็ไม่ทรงรับ สุดท้ายสมเด็จพระราชาธิบดีที่ 5 ก็ตัดสินพระทัยเสด็จนำ เสมือนหนึ่งว่าทรงเข้าพระทัยและยอมรับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่บนเส้นทางของ การขึ้นสู่ตำแหน่งประมุขแห่งราชอาณาจักรภูฏานเป็นอย่างดี
ในช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้น พระราชาธิบดีที่ 5 เสด็จออกพบประชาชนหลายหมื่นคนที่มารอเฝ้าชมพระบารมี หลังจากทรงรับผ้าถวายพระพรจากพสกนิกรที่มาเข้าเฝ้า จากนั้นจึงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมประชาชนทีละแถวจนครบถ้วนทุกคน สร้างความปีติยินดีให้กับประชาชนชาวภูฏานเป็นอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาสัมผัสได้ด้วยหัวใจว่า กษัตริย์ของพวกเขาทรงเห็นความสำคัญของประชาชนเท่าเทียมกันทุกชนชั้น
วันที่ 2 และ 3 ของพระราชพิธี จัดขึ้นที่สนามกีฬากลางแจ้งในเมืองทิมพู โดยพสกนิกรจากทั่วทุกสารทิศยังคงหลั่งไหลมาร่วมในพิธีกันตั้งแต่เช้าตรู่ พิธีการในวันนี้เป็นการสวนสนามของเหล่าทัพ ประกอบกับพิธีการอื่นตามโบราณราชประเพณี ช่วงหนึ่งของพระราชพิธีที่สะกดทุกหัวใจของชาวภูฏานให้สงบนิ่งฟังอย่างประทับ ใจ เห็นจะเป็นความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสของสมเด็จพระราชาธิบดีที่ 5 ที่มีใจความว่า
"ใช่ว่าเราเป็นกษัตริย์แล้วเราจะขอสิ่งเหล่านี้จากพวกท่าน เป็นชะตาลิขิตที่นำพาเรามาอยู่ตรงนี้ เรารู้สึกขอบคุณอย่างมาก และด้วยความรู้สึกต่ำต้อยเป็นที่ยิ่งในความอ่อนวัยของตัวเอง เราคิดว่าหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของเราก็คือการรับใช้ประชาชนและประเทศชาติ ที่แสนพิเศษของเรา
"ตลอดการปกครองของเรา เราจะไม่ปกครองท่านเยี่ยงเจ้าชีวิต แต่เราจะปกป้องพวกท่านเยี่ยงบิดา มารดา ห่วงใยท่านดังพี่ชาย และรับใช้ท่านดังบุตรชาย เราจะมอบทุกอย่างให้พวกท่าน และเราจะไม่เก็บอะไรไว้เลย เราจะใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ที่ดีคนหนึ่ง ที่พวกท่านอาจจะเห็นว่าพอจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับบุตรหลานของท่านได้ เราไม่มีจุดมุ่งหมายส่วนตัวอื่นใด นอกเสียจากความปรารถนาของพวกท่าน เราจะรับใช้พวกท่านเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกลางวัน กลางคืน ด้วยความเมตตา ยุติธรรม และเท่าเทียมกัน"
ภูฏานในวันนี้ ผ่านพ้นก้าวย่างแห่งการเปลี่ยนแปลงมาเต็มรูปแล้ว และเป็นการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด การปกครองรูปแบบใหม่ และกษัตริย์หนุ่มพระองค์ใหม่ที่ทรงพระเยาว์ที่สุดในโลก แถมยังทรงพระปรีชาสามารถ และเป็นที่เคารพรักของประชาชนทั้งประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ประเทศอื่นๆ จะวุ่นวายและวิตกกังวลกันทั่วหน้าด้วยพิษเศรษฐกิจ ในขณะที่คนภูฏานยังยิ้มกันได้อย่างทั่วหน้า โดยมิได้สะทกสะท้านอะไรกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในระบบทุนนิยม นั่นอาจจะเป็นเพราะว่า พวกเขามี GNH เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และพวกเขามีศูนย์รวมจิตใจถึง 2 พระองค์
http://www.posttoday.com/travel.php?id=28146



What can you do with the new Windows Live? Find out

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ยุทธศาสตร์"กัลกัตตา" และ" 8 รัฐอีสาน"ของอินเดีย ลู่ทางการค้าที่"ไทย"ไม่ควรมองข้าม

วันที่ 08 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11412 มติชนรายวัน


ยุทธศาสตร์"กัลกัตตา" และ" 8 รัฐอีสาน"ของอินเดีย ลู่ทางการค้าที่"ไทย"ไม่ควรมองข้าม





ในระยะไม่กี่ปีมานี้การเปิดประเทศรับการลงทุนจากต่างชาติ ทำให้อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศดาวรุ่งใหม่ทางเศรษฐกิจของโลกและของเอเชียควบคู่กับจีน โดยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและขนาดของประชากรเป็นอันดับ 2 รองจากจีน กล่าวคือ ในระยะ 4-5 ปีมานี้ อัตราเฉลี่ยการเติบโตของเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 9% จำนวนประชากร 1.028 พันล้านคน

แม้ในปลายปีที่แล้วจนถึงปีนี้ทั้งจีนและอินเดียจะประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่อินเดียก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ยังสามารถรักษาการเติบโตเศรษฐกิจเอาไว้ในแดนบวกเช่นเดียวกับจีนเพราะการที่ขนาดการบริโภคภายในประเทศมีสูง พึ่งพาการส่งออกน้อยกว่าเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ จึงได้รับแรงกระแทกจากโลกภายนอกน้อยกว่า

อินเดียเป็นหนึ่งในตลาดที่ไทยจำเป็นต้องรุกอย่างจริงจังเพราะโอกาสยังมีอีกมาก โดยที่ผ่านมาประเทศไทยมีการตั้งสำนักงานส่งเสริมการค้าต่างประเทศครบในทุกภาคของอินเดียแล้ว โดยภาคกลางตั้งอยู่กรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย ภาคตะวันตกตั้งอยู่ที่เมืองมุมไบ ภาคใต้ตั้งอยู่ที่เมืองเชนไน แต่ยังขาดอยู่ภาคเดียวที่ไทยยังไม่ได้ไปตั้งสำนักงานส่งเสริมการค้า นั่นก็คือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ซึ่งมีอยู่ 8 รัฐ

ธราดล ทองเรือง ที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี อินเดีย ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยควรมีการตั้งสำนักงานส่งเสริมการค้าใน 8 รัฐภาคอีสานของอินเดียมาก โดยยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมที่ไทยจะตั้งสำนักงานส่งเสริมการค้าก็คือเมืองกัลกัตตา เมืองหลวงเก่าของอินเดีย (อยู่ในรัฐเวสต์เบงกอล) เพราะเหมาะสมที่จะใช้เป็นศูนย์กลางเชื่อมไปยัง 8 รัฐอีสานของอินเดีย เนื่องจากกัลกัตตามีสาธารณูปโภคพื้นฐานพร้อมมาก ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือ สนามบินนานาชาติ หากบินจากกรุงเทพฯไปกัลกัตตาจะใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง หรือประมาณเกือบครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับบินไปยังนิวเดลี

ที่สำคัญไปกว่านั้น กัลกัตตายังเป็นชัยภูมิเหมาะสำหรับการเชื่อมการค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านของอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นบังกลาเทศ เนปาล ภูฐาน

เจ้าหน้าที่ที่นั่นของไทยเคยผลักดันมาระยะหนึ่งแล้วตั้งแต่รัฐบาลก่อนในการตั้งสำนักงานส่งเสริมการค้าในเมืองกัลกัตตา แต่เรื่องยังเงียบไป ทั้งที่สถานกงสุลไทยในเมืองกัลกัตตาก็ยินดีจะให้ยืมสถานที่ทำเป็นสำนักงาน ไม่แน่ใจว่าเรื่องไปติดขัดอยู่ที่ใด โดยกิจกรรมสุดท้ายในการขยายการค้ากับ 8 รัฐในอินเดีย เกิดขึ้นสมัยนายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นำนักลงทุนไปเยือนเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว

กล่าวสำหรับ 8 รัฐอีสานของอินเดีย ดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย 1.อรุณาจัลประเทศ 2.อัสสัม 3.มณีปุระ 4.เมฆกัลยา 5.มิโซรัม 6.นากาแลนด์ 7.สิกขิม 8.ตรีปุระ นั้นมีความน่าสนใจในการลงทุน เนื่องจากคนในภูมิภาคนี้หน้าตาคล้ายคนไทย นิยมรับประทานอาหารและใช้สินค้าไทย เพราะในภูมิภาคนี้โดยเฉพาะรัฐอัสสัมมีชนพื้นเมืองอินเดียที่เรียกว่ากลุ่มคนไท อยู่ 4-5 กลุ่ม เช่น ไทอาหม ไทคำตี่ ไทคำยัง ที่ภาษาบางส่วนคล้ายคลึงกับภาษาไทย

สินค้าไทยที่คนในภาคอีสานของอินเดียชื่นชอบ นอกจากอาหารแล้วยังมีเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ

ภาคอีสานของอินเดียยังเป็นประตูไปสู่ตลาดเอเชียตะวันออกคือจีนผ่านประเทศพม่าสู่ตลาดอาเซียน และตลาดเอเชียใต้สู่บังกลาเทศและภูฏาน ในส่วนของการเชื่อมจากภาคอีสานของอินเดียไปยังพม่านั้น สามารถทำได้โดยทางบกหรือทางถนนซึ่งสามารถทะลุถึงเมืองมัณฑะเลย์หรือเมียววดีได้ ขณะนี้สินค้าจากไทยก็ถูกลำเลียงเข้าสู่ภาคอีสานของอินเดียโดยผ่านประเทศพม่าอยู่แล้ว

นอกจากปัจจัยที่กล่าวมาแล้ว ภาคอีสานของอินเดียถือว่ามีศักยภาพและปัจจัยเกื้อหนุนที่จะรองรับการลงทุนของต่างชาติ เพราะมีความมั่งคั่งทางทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ถ่านหิน น้ำมัน มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายโดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ มรดกและวัฒนธรรม มีแรงงานราคาถูกจำนวนมาก รัฐบาลกลางประเทศประกาศให้เป็นเขตพัฒนาอุตสาหกรรม โดยปลอดภาษีเป็นเวลา 10 ปี รัฐบาลให้การช่วยเหลือด้านการขนส่ง เงินลงทุน รับประกันความเสี่ยงเป็นต้น และทุกรัฐมีสายการบินเชื่อมต่อกับเมืองกัลกัตตา

สินค้าไทยที่เข้าไปเปิดตลาดในภาคอีสานของอินเดียแล้วก็อย่าง เช่น แบตเตอรี่ยัวซ่า ล่าสุด เครือสหพัฒนพิบูล จะไปเปิดร้าน 108 ช็อป ในรัฐนากาแลนด์ เดือนมิถุนายนนี้


หน้า 18
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01ecb01080652&sectionid=0141&day=2009-06-08

พบใบเสมาโบราณ100ปี เชื่อให้โชคลาภ!

วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6765 ข่าวสดรายวัน


พบใบเสมาโบราณ100ปี เชื่อให้โชคลาภ!


คอลัมน์ เป็นไปได้




ฮือฮากันทั้งเมืองสกลนครพบใบเสมาเก่าแก่อายุหลายร้อยปี โดยชาวบ้านหมู่บ้านไตรภพ ชุมชนธาตุดูม ต.ธาตุเชิงชุม เขตเทศบาลเมืองสกลนคร พบใบเสมาซึ่งเชื่อว่าอายุหลายร้อยปี บริเวณเนินหลังหมู่บ้าน บริเวณดังกล่าวมีพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ ลักษณะเป็นเนินสูง มีเศษหินเศษปูนอยู่ทั่วบริเวณ

ตอนแรกที่ไปตรวจสอบพบมีร่องรอยเป็นหลุมคล้ายถูกขุดมาแล้วหลายหลุม จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองสกลนครให้ไปตรวจสอบ จากการตรวจสอบพบใบเสมาหินทราย สภาพสมบูรณ์ กว้างประมาณ 80 เซนติเมตร สูงประมาณ 1 เมตร จำนวน 3 ชิ้น นอกนั้นแตกละเอียดจำนวนมาก

ต่อมาสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสกลนครนำสำนักศิลปากรที่ 10 จังหวัดร้อยเอ็ด และคณะสำรวจ ซึ่งบริเวณที่พบเป็นใบเสมาหินซึ่งขุดพบโดยประชาชนที่อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านไตรภพ

จากการสำรวจคาดว่าเป็นใบเสมาโบราณมีอายุราวทศวรรษที่ 12-16

ชาวบ้านชาวชุมชนธาตุดูมบอกว่า บริเวณแห่งนี้มีวัตถุโบราณ เนื่องจากเคยเห็นในละแวกดังกล่าวหลายแห่ง คาดว่าบริเวณแห่งนี้จะเป็นโบสถ์เก่า และบริเวณใกล้เคียงกันเคยมีวัดตั้งอยู่ เรียกว่าวัดโนนงิ้วอยู่ห่างออกไปประมาณ 200 เมตร สถานที่แห่งนี้เมื่อก่อนรกทึบ เจ้าของที่ดินซึ่งไม่ทราบว่าเป็นใคร ได้ว่าจ้างรถขุดมาปรับที่ดินเนื่องจากหน้าดินเป็นเนินสูง เมื่อขุดลงไปจึงพบว่ามีใบเสมาฝังอยู่

นายวิรัตน์ สุขรักษา เจ้าของที่นาที่อยู่ใกล้กับพื้นที่พบใบเสมา เปิดเผยว่า ทุ่งนาแห่งนี้ ตนอาศัยทำนาทุกปี ก่อนจะทำนาจะต้องจัดเครื่องบูชาและขันธ์ห้าลงบอกกล่าวเจ้าที่เสียก่อน และเมื่อฤดูเก็บเกี่ยวที่ผ่านมา ขณะที่ตนมานอนเฝ้าในกระท่อมนาใกล้สถานที่แห่งนี้ ตนเคยเห็นชายผิวดำรูปร่างสูงใหญ่ และผู้หญิงใส่ชุดขาวเดินไปเดินมาอยู่ในที่แห่งนี้ หลังจากนั้นตนก็ไม่เคยมานอนเฝ้านาอีกเลย

ชาวบ้านทราบข่าวต่างมาดูเป็นจำนวนมาก และมีบางรายมาขูดนำแป้งมาทาหาเลขเด็ดตามระเบียบ


หน้า 28
http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROd2NtOHdOVEEzTURZMU1nPT0=&sectionid=TURNeE13PT0=&day=TWpBd09TMHdOaTB3Tnc9PQ==

ผู้ติดตาม

เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
ข่าวสาร ข้อมูล ทุกด้านต้องรับฟัง ไม่เชื่อสิ่งที่เห็น ฟังข่าวสารเพียงฝ่ายเดียว ต้องรู้เท่าทันในการรับรู้ข่าวสารจากทุกแหล่งข่าว FACT - Freedom Against Censorship Thailand กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย http://facthai.wordpress.com/ http://twitter.com/jiew ● ปรึกษาปัญหากฏหมาย ละเมิด,สัญญา,อายัดทรัพย์ ยึดทรัพย์ ปัญหาติดต่อราชการ ฟรี ● พิมพ์รายงาน,ค้นหาข้อมูล, ● งานพิมพ์ Lay-Out,Art Work สำนักพิมพ์ดาวหาง www.sanamluang.bloggang.com สนใจติดต่อสอบถาม workingmailhome@hotmail.com

รายการบล็อกของฉัน