บ.ซีแคนูไทยแลนด์ จำกัด บ้าน ร๊อคการ์เด้นท์ 125/461 บ้านทุ่งคา - บ้านสะปำ ต. รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต 83000 โทรศัพท์ 076 528839 - 40 โทรสาร 076 258841 อีเมล์: info@seacanoe.net เว็บไซต์ http://www.seacanoe.net/ Please visit my blog.Thank you so much. http://www.sanamluang.bloggang.com / http://tham-manamai.blogspot.com / http://www.parent-youth.net/ http://www.tzuchithailand.org/ http://www.pdc.go.th/ http://www.presscouncil.or.th / http://thainetizen.org/ http://www.ictforall.org

"เชิญชวนทุกท่านร่วมสร้างสรรค์กฎหมายเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน"

ฉันไม่ชอบกฎหมาย
Bookmark and Share
Blognone

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เปิดชีวิต "หมอหมี(แพนด้า)"

เปิดชีวิต "หมอหมี(แพนด้า)"

วันอาทิตย์ ที่ 05 กรกฎาคม 2552 เวลา 0:00 น

  

 "กรรณิการ์ นิ่มตระกูล""เพราะรักช้าง"จึงมามีวันนี้ !

“กับชีวิตสัตว์เราไม่เคยเลือกที่จะรัก รักเหมือนกันหมด แต่กับช้างพิเศษมากกว่า เพราะเขาปัญหาเยอะ แต่คนช่วยมีน้อย ทุกวันนี้ยังยืนยันความฝันเดิมว่าที่สุดของชีวิตเราแล้วคือการได้เป็นหมอช้าง รักษาช้าง” ...เป็นความรู้สึกของสัตวแพทย์หญิง (ส.พญ.) “กรรณิการ์ นิ่มตระกูล” หรือ “หมอก้อย” ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่คงไม่รู้มาก่อน เพราะวันนี้เริ่มจะคุ้นชื่อเธอโดยมิใช่เพราะ “ช้าง” แต่เพราะ “หมีแพนด้า”

“หมอก้อย-กรรณิการ์ นิ่มตระกูล” วันนี้คือหนึ่งในสัตวแพทย์ประจำทีมดูแลแพนด้า สวนสัตว์เชียงใหม่ เธอเล่าเรื่องชีวิตให้ฟังว่า เป็นคนเชียงใหม่เต็มร้อย เกิดที่นี่ โตที่นี่ เรียนที่นี่ และคาดว่าจะตายที่นี่เช่นกัน เธอเพิ่งผ่านวันครบรอบวันเกิดไปไม่นาน เพราะเกิดเมื่อ 18 มิ.ย. 2520 ตอนนี้ก็อายุ 32 ปี เริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ จบ ป.6 ก็เรียนต่อที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จากนั้นสอบเข้าเรียนที่คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เธอเป็นนักศึกษารุ่นแรกและเป็นคนแรกของคณะ มีรหัส 01 เหตุเพราะชื่อนำหน้าคือ ก.ไก่ กับเป็นนักศึกษารุ่นแรกของคณะ เพราะเป็นปีแรกที่เพิ่งเปิดตอนที่เธอสอบเข้า
   
เธอเล่าว่าตั้งแต่จำความได้ก็รักสัตว์แล้ว คุณ พ่อ-คุณแม่ เกรียงศักดิ์-สุนันท์ นิ่มตระกูล เล่าให้ฟัง บ่อย ๆ ว่าตอนเด็กจะวิ่งเข้าหาหมา-แมวตลอด จนต้องคอยกระชากไว้ ซึ่งที่บ้านไม่มีใครเป็นหมอเลยสักคน คุณพ่อเป็นช่างซ่อมตู้เย็น คุณแม่เป็นแม่ค้าขายของ พี่สาว-พี่ชายทั้ง 2 คนก็ทำงานอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการดูแลสัตว์
   
“พ่อชอบบอกว่าเป็นบ้าแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว (หัวเราะ) และทำไมถึงเลือกเป็นหมอสัตว์ ตรงนี้เกิดจากความรู้สึกตอนที่เห็นหมาเราถูกรถชนตาย ตอนนั้นคิดว่าคงดีกว่านี้ถ้าสามารถช่วยเขาได้ จึงคิดว่าจะดีกว่าถ้าเราจะเป็นสัตวแพทย์ พอได้มาเรียนก็รู้สึกชอบงานด้านสัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างจะชอบเป็นพิเศษ”
   
ตอนเรียนเธอจะให้ความสนใจเรื่องช้างมาก เพราะมีปัญหาเยอะ แต่คนทำงานมีไม่พอเพียงกับปัญหา เนื่องจากช้างเป็นสัตว์ใหญ่การดูแลรักษาต้องใช้คนมากกว่าสัตว์อื่น ๆ ยิ่งได้ฝึกงานก็ยิ่งรู้สึกรักช้างมากขึ้น ทุกวันนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนใจ แต่ชีวิตคนเรามีถมไปที่ความฝันกับความจริงเป็นคนละเรื่อง กับหมอก้อยนั้นหลังเรียนจบเธอก็ไม่ได้ทำงานที่อยากทำ สมัครที่ไหนก็ไม่มีการตอบรับ สาเหตุหนึ่งคือยุคก่อนนั้นการยอมรับผู้หญิงเข้าทำงานด้านช้างยังไม่เปิดมากเท่าเดี๋ยวนี้ เพราะเป็นงานหนัก ต้องใช้แรงเยอะ เธอจึงต้องเบนเข็มเป็นสัตวแพทย์ในโรงพยาบาลสัตว์แห่งหนึ่ง ก่อนที่ต่อมาจะกลายมาเป็น “หมอหมีแพนด้า” และเป็นที่รู้จักของคนไทยในตอนนี้
   
“ทำอยู่โรงพยาบาลสัตว์ได้ปีครึ่ง ก็ตัดสินใจออกมาตามฝัน ไปสมัครเป็นอาจารย์บ้างก็ไม่ได้ พอดีมีพี่คนหนึ่งที่เขาอยู่ในทีมดูแลแพนด้า เขาบอกว่าที่สวนสัตว์เชียงใหม่มีนโยบาย รับหมอผู้หญิงนะ ก็เลยไปลองสมัครดู ทางเขาก็ไม่แน่ใจว่าเราจะทำไหวไหม เพราะกลัวเราจะหักกลาง (หัวเราะ) ตอนนั้นเราหนักแค่ 45 กิโลกรัมเอง เราก็เลยวัดใจไปเลยว่าขอทำเป็นอาสาสมัครก็แล้วกัน ถ้าเราทำไหวก็สุดแท้แต่เขาว่าจะรับหรือไม่รับ เขาก็บอกลองดู กลางวันเราก็ทำงานที่สวนสัตว์ กลางคืนเราก็ไปหารายได้เสริมที่ผับ เป็นพนักงานเสิร์ฟ”
   
หมอก้อยเล่าอีกว่า ทำงานเป็นอาสาสมัครแบบไม่รับเงินเดือนอยู่ 2 เดือน ก็ได้บรรจุเป็นลูกจ้าง จากนั้นก็ทำมาเรื่อย ๆ จังหวะพอดีพี่คนเดิมที่ดูแลอยู่ลาออกไปสอนหนังสือ เธอจึงถูกดึงมาทำตรงนี้ ปัจจุบันก็ 4 ปีแล้ว
   
ชีวิตในฐานะหมอแพนด้าของเธอไม่ง่าย ทุกเรื่องของแพนด้ามีคนสนใจเป็นพิเศษ ทำให้ชีวิตส่วนตัวหายไปบ้าง อย่างไรก็ดี เธอบอกว่าปัจจุบันมีคนรู้ใจแล้ว เขาทำงานด้านธุรกิจอาหาร ชื่อ บอย-สรศักดิ์ จันทรังษี 
   
กับการเป็นที่รู้จักมากขึ้นชั่วข้ามคืน หลัง “แพนด้าน้อย” ลูกสาวของ หลินฮุ่ย-ช่วงช่วง เป็นจุดสนใจ เธอยอมรับว่า ยังไม่ชิน เพราะเป็นแค่หมอตัวเล็ก ๆ เมื่อต้องมาอยู่ในจุดนี้ก็ทำให้ชีวิตไม่เป็นปกติ ยิ่งแพนด้าเป็นเรื่องที่คนสนใจ สื่อก็ต้องพยายามหาข่าวเพื่อให้คนรับรู้ ช่วงแรกเธอยอมรับว่าไม่เข้าใจและมีปัญหามาก แต่ก็พยายามปรับตัวและทำความเข้าใจ คิดว่าต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ และพยายามมองด้านที่เป็นประโยชน์ พอความสนใจเยอะ ความช่วยเหลือก็มากขึ้น สัตว์อื่น ๆ ก็ได้ประโยชน์ จึงคิดตลอดว่าต้องอดทน ๆ เพื่อช่วยสัตว์อื่นด้วย
   
“ตอนนี้อยู่ตัวแล้ว ช่วงแรก ๆ สื่อจะบอกว่า ยัยคนนี้เป็นบ้าอะไรนะ ฟาดฟันกับสื่อเหลือเกิน ตอนนั้นไม่เข้าใจ เรามักจะเทความเป็นห่วงไปหาสัตว์ที่เราดูแลมากกว่า เป็นห่วงลูกหมีตัวเล็ก ๆ ว่าเขาจะอดทนพอไหม ยิ่งตอนเขาเกิดมาเขาน่ารัก ทุกคนก็จะเข้าหา จนตอนหลังพี่ที่เขาหวังดีมาสอนเราว่าต้องเข้าใจภาวะของสังคม เขาสนใจก็ต้องเอื้อให้เขารู้ และไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร ทุกวันนี้ก่อนเริ่มทำงานเราก็จะต้องนำตารางการตรวจเช็กมาดู เพื่อที่จะพิมพ์เป็นข้อมูลให้ ตรงนี้จริง ๆ ไม่ใช่หน้าที่ แต่เราถือโอกาสให้ความรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่าไปในตัว”
   
ในส่วนของพ่อแม่ เธอบอกว่าไม่ค่อยถามอะไร และปกติก็แทบจะไม่ได้เจอกัน ยุ่งขนาดที่เธอบอกว่าตอนไปดูงานที่จีนซื้อของฝากก็ยังไม่มีเวลาเอาไปให้ จนต้องโทรศัพท์ให้มาเอาถึงสวนสัตว์ “ส่วนใหญ่คุณพ่อคุณแม่จะดูจากข่าว โทรฯคุยบ้างสั้น ๆ คุณแม่เดินไม่ได้มา 20 ปีแล้ว กลับไปทีเขาจะจับแข้งจับขาบอกว่าเห็นในทีวีนะ ตอนนี้ (ช่วงที่สัมภาษณ์) คุณพ่อเพิ่งเข้าโรงพยาบาล เวลาไปเยี่ยมก็จะโม้ว่านี่ลูกสาวทำงานแพนด้านะ”
   
ถามถึงภารกิจประจำวัน เธอเล่าว่า 08.30 น. เข้าทำงาน จากนั้นกิจวัตรก็คือการเข้าไปซักถามพี่เลี้ยงถึงสภาวะสุขภาพต่าง ๆ โดยแพนด้าจะมีคนเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อบันทึกพฤติกรรม ถ้าถามแล้วไม่มีอะไรน่าห่วง ตอน 09.00 น.ก็นั่งทำงานวิจัย งานเอกสารที่เกี่ยวข้อง และตั้งแต่ 13.00 น. จนถึงเย็น ก็จะเข้าไปดูพี่เลี้ยงที่ทำการฝึก 2 แพนด้า แต่ช่วงยุ่ง ๆ จะเริ่มเมื่อใกล้เข้าฤดูผสมพันธุ์ของแพนด้า คือช่วง มี.ค.-พ.ค. ที่ต้องกินนอนในกรงแพนด้าเพื่อเฝ้ารอจังหวะไข่ตก เมื่อไข่ตกเมื่อไหร่ทางทีมงานก็ต้องพร้อมที่จะผสมเทียมได้ทันที ช่วงนี้จะหนักสุด 
   
สำหรับกระแสที่คนไทยตอนนี้เห่อแพนด้า เธอยอมรับว่าเธอเองก็โหนกระแสนี้ เพราะเป็นโครงการสำคัญ การที่แพนด้าเป็นดาราประจำก็ทำให้คนสนใจมาก รายได้จากตรงนี้ก็เลี้ยงดูหล่อเลี้ยงสัตว์อื่นด้วย ซึ่งที่สวนสัตว์นี้สมัยก่อนคนเข้าไม่มาก ถึงจะมีสัตว์ของไทยดี ๆ แต่ก็ไม่ค่อยมีใครเข้าดู แต่พอแพนด้ามาสัตว์อื่น ๆ ก็เลยได้อานิสงส์ด้วย อย่างห้องแล็บราคา 2-3 ล้านที่เพิ่งสร้างก็ได้มาเพราะแพนด้า ซึ่งก็ได้ใช้ประโยชน์จากแล็บในการเป็นศูนย์ตรวจเชื้อ ตรวจฮอร์โมนให้สัตว์อื่น กับช้างก็ใช้ที่นี่ ตรงนี้ก็ถือว่าแพนด้าให้คุณมาก
   
“แต่วันหนึ่งเขาก็คงต้องกลับบ้านเขา ถามว่าผูก พันไหม แน่นอนเพราะเราเลี้ยงเขามาเหมือนลูก มีหมวยน้อยเป็นหลาน ถามว่าร้องไห้ไหม มันข้ามช็อตไปแล้ว ส่วนวันที่เขาจะต้องกลับจริง ๆ เราจะร้องไห้หรือไม่ เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันนะ” หมอก้อย-กรรณิการ์ นิ่มตระกูล กล่าว
          
"อ้อแอ้"ชื่อแรกแพนด้าน้อย

ทิ้งท้าย หมอหมีแพนด้าคนนี้กล่าวประโยคที่น่าดีใจแทนช้างไทยว่า... “ถามว่ายังคิดจะกลับไปตามฝันหรือไม่ วันนี้ก็ยังไม่ได้ขาดจากความเป็นหมอช้างนะ ทุกวันนี้ก็จะคุยกับพี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่ลำปาง ที่ดูช้างกันอยู่ ทุกวันนี้หากมีช่วงว่างก็จะแอบหนีไปลำปางเพื่อไปช่วยงานช้างอยู่เสมอ เพราะเรายังรู้สึกว่ามีความสุขที่ได้ดูแลช้าง แม้จะรักแพนด้ามากแค่ไหนก็ตาม แต่ถึงยังไงช้างก็ยังเป็นที่สุดของเรา”.

หมอก้อยบอกว่า มีหลายเรื่องที่คนไทยไม่ค่อยทราบ อาทิ 1.ทำไมถึงสนใจการคลอดและเลี้ยงลูกของหลินฮุ่ยมาก คำตอบคือ พฤติกรรมหลินฮุ่ยค่อนข้างเป็นที่แปลกใจของผู้ศึกษาแพนด้า เพราะไม่ทิ้งลูก ทั้งที่วัยเด็กของหลินฮุ่ยถูกแม่ทิ้ง แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญจีนยังทำนายว่าจะต้องทิ้งลูกจนสั่งให้เตรียมตู้อบและนมไว้ แต่สุดท้ายไม่ได้ใช้, 2. ความอดทนในฐานะแม่ของหลินฮุ่ยมีสูง ปกติแม่แพนด้าจะทนหิวไม่ไหว ต้องวางลูกเพื่อกินอาหาร แต่หลินฮุ่ยไม่ยอมวางลูก ไม่กิน ไม่ถ่าย ไม่นอน ตลอด 5 วัน จนทีมงานอดทึ่งไม่ได้กับความเป็นยอดคุณแม่ กับภาพที่นั่งสัปหงกอุ้มลูก, 3.ทำไมแพนด้าผสมพันธุ์ยาก เพราะตัวผู้อวัยวะเพศสั้น ตัวเมียมีวงรอบปีละครั้ง เป็นสัตว์รักสันโดษชอบอยู่เดี่ยว สนใจการกินมากกว่าการผสมพันธุ์ จึงใช้เวลามาก 5-6 ปีกว่าจะผสมพันธุ์ติด
   
และขณะที่คนไทยกำลังลุ้นโหวตชื่อแพนด้าน้อย หมอก้อยเผยว่า มีชื่อจีนที่ทางทีมงานตั้งกันและแอบส่งด้วย แต่ตกรอบ คือ “ไท้ซิง” แปลว่า “หัวใจของคนไทย” อีกความหมายคือดวงดาวที่สวยงามของคนไทย เหมือน “สตาร์ ออฟ ไทยแลนด์” ส่วนชื่อที่ทีมเรียกกันมาแต่แรก และเรียกกันอยู่ก็มี... “ชื่อ อ้อแอ้ เพราะเขาชอบขี้บ่น คือจะชอบทำปากงุบงิบเหมือนบ่นตลอดเวลา เราก็หมั่นไส้เลยพูดว่าอ้อแอ้เหลือเกิน” .

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์/อนุศร ศรีวิชัย : รายงาน

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=524&contentID=6469

--
Please visit my blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.pdc.go.th
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

"พิพิธภัณฑ์ติดล้อ"ลุยให้ความรู้ทั่วประเทศ


“พิพิธภัณฑ์ติดล้อ”ลุยให้ความรู้ทั่วประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 05 กรกฎาคม 2552 เวลา 0:00 น

  

ทุกวันนี้การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดมีเฉพาะในสถานศึกษาเท่านั้น เหล่าวัยโจ๋สามารถหาความรู้ได้เกือบทุกที่ทุกเวลา!!!
   
ล่าสุดกำลังจะมีแหล่งความรู้แบบใหม่ให้ตักตวงใส่สมองกันอีกแล้ว เมื่อทางสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ได้จัดทำโครงการนิทรรศการและกิจกรรมการเรียนรู้เคลื่อนที่ (Muse Mobile)  ที่เป็น การกระจายความรู้ออกสู่ทุกภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ ใต้ ตะวันออก หรือตะวันตก เพื่อให้วัยโจ๋และผู้ที่สนใจมีโอกาสในการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมกัน ผ่านพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้และกิจกรรมเคลื่อนที่รูปแบบใหม่

โดยจะยก“นิทรรศการเรียงความประเทศไทย” ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของประเทศไทยและคนไทยขึ้นรถสัญจรไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ในชื่อ “Muse Mobile พิพิธภัณฑ์ติดล้อ”
   
พลเรือเอก ฐนิธ กิตติอำพน รักษาการผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ กล่าวว่า  หลังจากทางสถาบันฯ ได้เปิดมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ มาเป็นเวลาได้ปีกว่าๆ มีผู้สนใจเข้าชมแล้วกว่า 2.6 แสนคน แต่ส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ กทม.และปริมณฑล จึงเกิดแนวคิดกระจายความรู้ออกสู่ทุกภูมิภาคบ้าง เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสได้เรียนรู้เท่าเทียมกัน ซึ่งการสัญจรของนิทรรศการและกิจกรรมในครั้งนี้ จะเป็นต้นแบบของการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ใหม่ๆให้เกิดขึ้นในสังคมไทย จนนำมาสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืนตลอดไป
    
สำหรับเนื้อหาภายใต้หัวข้อ “เรียงความประเทศไทย”ของพิพิธภัณฑ์ติดล้อ จะถอดแบบมาจากนิทรรศการถาวรจากมิวเซียมสยาม บอกเล่าให้ผู้ที่เข้าชมได้รู้เรื่องราวของประเทศไทย แบบเน้นการตั้งคำถาม เพื่อหาคำตอบ อาทิ  ไทยแท้คืออะไร? คุณคือคนไทยหรือเปล่า? ฯลฯ
   
“Muse Mobile พิพิธภัณฑ์ติดล้อ” พร้อมหมุนล้อสัญจรไปทั่วทุกภูมิภาคแล้ว โดยจะประเดิมที่แรกใน กทม. ก่อน คือลานพาร์คพารากอน ในวันที่ 11 – 15 ก.ค. เวลา 10.00 -20.00 น. จากนั้นจะล้อหมุนย้ายไปที่ เทศบาลนครลำปาง อ.เมือง จ.ลำปาง โดยจะเปิดให้ชมฟรีตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. – 30 ก.ย.นี้
   
ใครอยู่ใกล้ในช่วงเวลาดังกล่าวก็ไปอัพเดทความรู้เพิ่มเติมกันได้เลย....

J.J

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=6483&categoryID=520
--
Please visit my blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.pdc.go.th
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

กล้วยไม้ป่างามที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ

กล้วยไม้ป่างามที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ

วันอาทิตย์ ที่ 05 กรกฎาคม 2552 เวลา 0:00 น

  

อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนแนวเทือกเขาถนนธงชัยทอดยาวลงมาเป็นแนวจากเทือกเขาหิมาลัย สูง 330-1,685 เมตร เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ทำให้เกิดต้นน้ำลำธารใหญ่น้อยหลายแห่งจนมาเป็นน้ำปิง ที่สำคัญการเดินทางไปเยือนสะดวกมาก ห่างตัวเมืองเชียงใหม่ 6 กม. เส้นทางสู่ยอดเขา 16 กม. ทางดีตลอด เห็นว่าทั้งปีมีคนมาเที่ยวมากเป็นอันดับแรกของอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศด้วยกัน
   
ดอยสุเทพ-ปุย ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อ 26 ก.ย. 2525 ลำดับ 24 ของอุทยานแห่งชาติ เนื้อที่ราว 263 ตร.กม. เป็นที่ศึกษาวิจัย-ท่องเที่ยว-พักผ่อน พร้อมด้วยความร่มรื่น อากาศเย็นสบายของป่าที่สมบูรณ์ มีทั้งป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา สัตว์ป่า นก ก็มีให้เห็นมาก สิ่งสำคัญผู้ที่ชื่นชอบกล้วยไม้ป่า ที่นี่มีหลายอย่างที่หายากไว้ต้อนรับให้ไปเยี่ยมชมได้
   
พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ งามมาก เป็นที่ประทับแปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ลักษณะเป็นแบบสถาปัตยกรรมไทย สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2503 ประชาชนเข้าชมได้ทุกวัน
   
วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร เป็นที่เคารพสักการะของชาวเชียงใหม่และประชาชนทั่ว ไปมายาวนาน สร้างเมื่อ พ.ศ. 1927 เป็นที่ประดิษฐานขององค์พระเจดีย์ทรงเชียงแสน ที่ใต้ฐานเจดีย์มีพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรจุอยู่
   
อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย อยู่ตรงทางขึ้นดอยสุเทพ ก่อนถึงน้ำตกห้วยแก้ว เป็นบุคคลแรกที่สร้างถนนขึ้นไปบนดอยสุเทพ เมื่อปี พ.ศ.  2477 ใครที่จะขึ้นดอยหรือผ่านมา จะแวะนมัสการอนุสาวรีย์นี้เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต
   
ผมมีโอกาสได้ผ่านมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ นอกจากได้เข้าคารวะและเยี่ยมชมสถานที่สอง แห่งที่กล่าวมาแล้วยังได้เลยขึ้นไปบนยอดดอยปุย ซึ่งเป็นชุมชนที่ชนเผ่าม้งอาศัยอยู่เป็นหมู่บ้านใหญ่ มีพิพิธภัณฑ์ของเก่าให้ชม ตลาดขายผลิตภัณฑ์พื้นบ้านหลากหลาย น่ารัก ราคาไม่แพง เหมาะสำหรับเป็นของฝาก บริเวณหมู่บ้านมีดอกไม้สีสวย เดินขึ้น ๆ ลง ๆ ชมไม้ดอกเพลินดี
   
คุณอธีวัฒน์ ละม่อม เจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ อยู่มา 20 ปี ได้เล่าให้ฟังถึงโครงการของกรมอุทยานฯ ว่า แต่ละปีจะมีงบให้ฝึกเด็กนักเรียนระดับ ม.1-3 ในเขตอุทยานฯ มาเข้าค่าย 2 ครั้ง ครั้งละ 50 คน ระยะ 3 วัน 2 คืน เพื่อให้เด็กรักหวงแหนธรรมชาติ สร้างวินัยให้อยู่กับสังคมด้วยความสุขและรู้เรื่องระบบนิเวศของธรรมชาติไปด้วย และได้มีนักเรียนจากโรงเรียนหลายแห่งทั่วไปมาขอรับการฝึกอบรมแบบนี้ตลอดปี โรงเรียนใดสนใจติดต่อ โทร. 08-9556-2952
   
คุณตั๋น มณีโต เจ้าหน้าที่ผู้ได้รับรางวัลเกี่ยวกับช่วยเหลืองานด้านป่ากับสังคมหลายครั้ง ได้พาผมเดินศึกษาป่า เราไปกันไม่ไกลราว 2 ชม. เพราะฝนจะตก ขึ้น ๆ ลง ๆ บนเนินเขาข้างทางดินลื่นกลัวจะล้ม ที่นี่มีสมุนไพรและกล้วยไม้ป่ามาก ได้เห็น ต้นคำมอก หลวง สูงเป็นพ่ม ยังไม่ออกดอก มี ดอกนางอั้ว กำลังบานพอดี มีประวัติน่าสนใจ อั้ว เป็นคำนับของลูกสาวจากคนที่ 1 ไป เอื้อย อี อาม ไอ และอั้ว เป็นคนที่ 5 มีปัญหารักกับท้าวคูลู จนไม่ได้แต่งงานกัน ฆ่าตัวตายทั้งคู่ กลายเป็นดอกไม้สวยงาม
   
คุณอัมพร ปานมงคล, คุณกิตติ ตุลพงศ์ และ คุณจิราภรณ์ มีวาสนา หัวหน้าอุทยานฯ และคณะได้คุยให้ฟังที่สำนักงานของอุทยานฯ อยู่เชิงดอยฯ ว่า ที่นี่มีของดีหลายอย่างโดยเฉพาะกล้วยไม้ป่า กระโถนฤาษี ดอกคล้ายกระโถนไม้กาฝากที่อาศัยอยู่กับพวกเถาวัลย์ เครือกาน้ำ กลิ่นแรงดึงดูดให้แมลงมาดอมดมเพื่อขยายพันธ์
   
สิงโตสุเทพ สายพันธ์ตระกูลสิงโตพบครั้งแรกที่นี่ ท่ามกลางความชื่นสมบูรณ์ของป่า กระเจียวดอยสุเทพ คล้ายช่อดอกผักตบชวา พบที่นี่ครั้งแรกเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีอีกหลายอย่าง เช่น ขนุนดิน จะออกดอกเดือน พ.ย. ฯลฯ
   
ผู้ที่รักธรรมชาติขึ้นมาบนอุทยานฯ สะดวกมาก ผู้ชอบนอนเต็นท์ กลางคืนนอนนับดาว เช้าดูนก ท่ามกลางดอกสีชมพูอันสวยสดลานตาของนางพญาเสือโคร่ง เดินป่าศึกษาธรรมชาติ ชมป่าสนอันสวยงามสองข้างทาง น้ำตกมีชื่อค้นหูมานานพร้อมเรื่องราวความรักที่สะเทือนใจ วังบัวบาน ห้วยแก้ว ผาเงิบ สำหรับ มณฑาธาร มีหลายชั้น หากไม่อยากเดินไกลไปดูชั้นล่างสุดอยู่ใกล้เชิงดอยนั่นเอง
       
สัตว์ที่ไม่เหมือนที่อื่นคือ เต่าปูลู และซาลาแมนเดอร์ และไก่ฟ้าหลังขาวหางลายขวาง พบได้ที่นี่ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จึงเหมาะสำหรับผู้รักธรรมชาติมาก มาเที่ยวดอยนี้ได้ชมหลายอย่างสมใจ โดยเฉพาะกล้วยไม้ป่างามสัญลักษณ์ของดอย ข้อมูลเพิ่มเติม คุณจิราภรณ์ มีวาสนา โทร. 08-1885-5190.

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=518&contentID=6459

--
Please visit my blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.pdc.go.th
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ชาวไทยเฮมีสิทธิ์ชมแหล่งมรดกอันหยังฟรี! แต่ชาวเน็ตมังกรงง "ทำไมคนจีนต้องจ่าย?!"

ชาวไทยเฮมีสิทธิ์ชมแหล่งมรดกอันหยังฟรี! แต่ชาวเน็ตมังกรงง "ทำไมคนจีนต้องจ่าย?!"
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 กรกฎาคม 2552 13:07 น.
ที่มรดกโลกเมืองโบราณอินซีว์ มีการขุดพบสุสานหลวง ซากตำหนักเก่า และภาชนะเครื่องใช้ในสมัยราชวงศ์ซาง
       สำนักงานการท่องเที่ยวเมืองอันหยังแห่งมณฑลเหอหนัน หวังดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่ม จึงได้ออกมาตรการใหม่ฟรีค่าตั๋วเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ 12 แห่งสำหรับผู้เข้าชมต่างชาติ ด้านชาวจีนสับแหลกไม่ยุติธรรม เพราะพวกตนต้องจ่ายค่าตั๋วราคาสูงถึง 50 หยวน

กระถางสมัยราชวงศ์ซางที่ขุดพบ
       จากการเปิดเผยของสำนักงานการท่องเที่ยวเมืองอันหยังระบุว่า นักท่องเที่ยวทั้งหมดที่ไม่ใช่คนจีนจะได้รับสิทธิพิเศษฟรีค่าเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ 12 แห่งของเมืองไปจนถึงสิ้นปีนี้ อันเป็นความพยายามหนึ่งของทางการที่ต้องการกระตุ้นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่มีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวจีนที่มาเยี่ยมชมเมืองแห่งนี้
       
       นักท่องเที่ยวต่างชาติเพียงแค่แสดงหนังสือเดินทางของพวกเขาเท่านั้น ก็สามารถเข้ามาเยี่ยมชมโบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ของเมือง อาทิ มรดกโลกเมืองโบราณอินซีว์ (殷墟) ซึ่งเป็นซากปรักหักพังของนครหลวงสุดท้ายแห่งราชวงศ์ซางของจีน (1,766 ปีก่อนคริสตกาล - 1,050 ปีก่อนคริสตกาล) ทั้งยังเป็นหนึ่งในโบราณสถานที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในประเทศจีน นอกจากนี้ยังรวมไปถึงคูน้ำธงแดง แม่น้ำที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ช่วงทศวรรษที่ 60, วัดเย่ว์เฟย (งักฮุย) แม่ทัพคนสำคัญของจีนซึ่งเกิดในเมืองอันหยัง เป็นต้น
       
       "พวกเราพยายามเผยแพร่วัฒนธรรมจีนให้ชาวโลกได้รับรู้ ดังนั้นเราจึงคิดว่าเมืองอันหยังน่าจะมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเยี่ยมชมมากกว่านี้" จาง เจี้ยนกั๋ว ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวเมืองอันหยังกล่าว โดยจากสถิตินักท่องเที่ยวเมื่อปีที่แล้วพบว่า มีนักท่องเที่ยวราว 12 ล้านคนเดินทางมาเยี่ยมชมที่เมืองอันหยัง ในจำนวนนี้มีเพียง 35,000 คนเท่านั้นที่เป็นชาวต่างชาติ

คูน้ำธงแดง
       อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ชาวต่างชาติได้รับการยกเว้นค่าตั๋ว แต่ชาวจีนกลับต้องเสียค่าตั๋วสูงสุดถึง 50 หยวน (ราว 250 บาท) นำมาซึ่งความไม่พอใจแก่ชาวจีนเป็นอย่างมาก ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนหนึ่งแสดงความเห็นลงในเว็บไซต์ซิน่าของจีน กล่าวตำหนิว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการ "ประจบสอพลอชาวต่างชาติ"
       
       จากโพลสำรวจ 19,291 ความคิดเห็นในเว็บไซต์พบว่า 92% ไม่สนับสนุนโครงการดังกล่าว มีเพียงแค่ 4% เท่านั้นที่คิดว่านี่เป็นความคิดที่ดี 36% ต้องการรู้ว่า ทำไมชาวจีนจะต้องจ่ายค่าตั๋วด้วย
       
       ยกตัวอย่างความเห็นของผู้ที่ใช้ชื่อว่า "อาเซียง" ระบุว่า "ชาวต่างชาติมีกำลังซื้อตั๋วอยู่แล้ว แต่คนที่ไม่มีปัญญาซื้อก็คือชาวบ้านและนักเรียน ซึ่งในอนาคตคนกลุ่มนี้ก็อาจจะมาเที่ยวที่อันหยังหากค่าตั๋วฟรีสำหรับทุกคน"
       
       ส่วนอีกความเห็นในชื่อของ "อี้เคอซู" ตั้งข้อสงสัยว่า "ผมสงสัยจริงๆ เลยว่า ชาวต่างชาติเขาจะลงทุนมาเที่ยวจีนเพียงเพราะเมืองๆ เดียวอนุญาตให้พวกเขาเข้าชมสถานที่ฟรีหรือเปล่า"
       
       เมื่อสอบถามไปยัง จาง เจี้ยนกั๋ว ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวเมืองอันหยัง ว่าเพราะเหตุใดถึงไม่ฟรีค่าตั๋วสำหรับชาวจีนด้วย จางก็ให้คำตอบว่า "เราต้องการรายได้จากที่อื่นเพื่อมาใช้บริหารจัดการสถานที่เหล่านั้น นอกจากนี้หากพวกเราไม่คิดค่าธรรมเนียมกับชาวจีนล่ะก็ จะมีฝูงชนจำนวนมหาศาลหลั่งไหลกันมาที่เหล่านั้น จนก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมา"
       
       ถึงกระนั้นจางก็ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ยังมีสิทธิพิเศษอื่นๆ สำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน อาทิ ตั๋วเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยว 14 แห่งภายในระยะเวลา 1 ปี ราคา 90 หยวน (ราว 450 บาท) นอกจากนี้ยังมีการแจกตั๋วฟรีมูลค่า 10 ล้านหยวนให้แก่ชาวจีนทั่วประเทศไปเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วด้วย

ศาลเจ้างักฮุย แม่ทัพผู้จงรักภักดีแห่งซ่งใต้ - ซ้ายบน ชาวบ้านมีการหล่อหุ่นขุนนางถ่อย "ฉินฮุ่ย" และครอบครัวที่ใส่ร้ายป้ายสีงักฮุยจนต้องถูกประหารชีวิต นั่งคุกเข่าอยู่ภายในศาลเจ้าด้วย
       http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9520000075366



--
Please visit my blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.pdc.go.th
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

"9 สถานที่ท่องเที่ยว" สุดประทับใจ คุณไปมาแล้วหรือยัง?

"9 สถานที่ท่องเที่ยว" สุดประทับใจ คุณไปมาแล้วหรือยัง?


 

  "เมืองไทย" เมืองที่ได้ชื่อว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวร้อยแปดพันเก้า ทั้งภูเขา น้ำตก ทะเล บรรยากาศโรแมนติกแอดเวนเจอร์ ลำบากสุดหินกับความดิบที่ธรรมชาติยังกักเก็บไว้ หรือจะสุขสำราญในแบบสะดวกสบายก็มีพร้อมให้บริการ แต่ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ออกเดินทางท่องเที่ยว อาจเป็นครั้งแรก ครั้งที่สอง สาม สี่ ห้า ฯลฯ หลายคนก็คงอยากสร้างความประทับใจดีๆ เก็บไว้เป็นความทรงจำที่สวยงาม

     วันนี้ก็เลยมีสถานที่ท่องเที่ยวในโครงการ "9 Destinations Awards 2009" ที่บริษัท โพสต์ พับลิชชิง จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตหนังสือพิมพ์ Bangkok Post และโพสต์ทูเดย์ เขามอบรางวัลให้กับ สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับผลโหวตสูงสุดให้เป็น "สถานที่ท่องเที่ยวสุดประทับใจของเมืองไทย" ผ่าน www.9destinations.com ส่งข้อความสั้น sms และคูปองที่ตัดจากหนังสือพิมพ์ทั้ง 2 ฉบับ ในระยะเวลา 1 ปี มาแนะนำให้รู้จัก 9 แหล่งท่องเที่ยวสุดประทับใจนี้มาจากความเห็นผู้เข้าร่วมโหวต 150,000 เสียงทั่วประเทศ ในนี้เป็นนักเดินทางกว่า 25,000 คน และคัดกรองอีกครั้งด้วยสายตาของผู้ทรงคุณวุฒิ 9 ท่าน คือ กัณฑ์ พักตร์พรหม นักเดินทาง ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักดำน้ำแกนหลักของ www.talaythai.com, จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา ประธานชมรมสยามทัศน์ บัณฑิต เกตุมาลา หัวหน้างานเว็บไซต์ท่องเที่ยว ททท. ชาญณรงค์ ธีระโรจนารัตน์ ผู้แทนจาก ESRI (ประเทศไทย) อนุสรณ์ ศรีบุญมา สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ท่องเที่ยวไทย กลศ เอี่ยมอรุณ บก.หนังสือท่องเที่ยวชุดนายรอบรู้ จำลอง บุญสอง บก.ท่องเที่ยวหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ และพงศ์เพชร เมฆลอย บก.ท่องเที่ยวหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

     ทั้ง 9 แห่งล้วนเป็นสุดยอดครองใจคนไทย คนต่างชาติ ที่ต้องไปให้ครบถึงจะสามารถพูดได้เต็มปากว่า "ได้มาถึงเมืองไทยแล้ว" ก็คือ

1.ชุมชนอัมพวา จ.สมุทรสงคราม

2.ตลาดคลองสวน 100 ปี จ.สมุทรปราการ

3.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน

4.พิพิธภัณฑ์สิรินธร จ.กาฬสินธุ์

5.วัดพระธาตุลำปางหลวง จ.ลำปาง 

6.วัดภูมินทร์ จ.น่าน

7.อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย

8.อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จ.สุโขทัย และ

9.อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว จ.อุตรดิตถ์

     เริ่มต้นที่ "ชุมชนอัมพวา" สำหรับผู้ที่โหยหาบรรยากาศย้อนยุค และอาหารอร่อยๆ ทุกเย็นวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ สามารถมาสัมผัสได้ที่อัมพวาแห่งนี้นับจากถนนไปถึงในคลองและตลอด 2 ฟากฝั่งจะเต็มไปด้วยของกินที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ และของกินที่หายากอย่างขนมเทียนสลัดงา ของที่ระลึกที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าสรรหากันมาขาย พอตกค่ำก็มีเรือพาล่องไปชมหิ่งห้อยที่ส่งแสงวอบแวบอยู่ตามต้นไม้ริมคลอง หรือถ้าออกเรือเร็วหน่อยก็แล่นไปทางแม่น้ำแม่กลอง แล้วแวะชมวัดวาอารามต่างๆ ที่เรียงรายอยู่ริมน้ำอุทยาน ร.2 แหล่งเรียนรู้เรื่องดนตรีและวิถีชีวิตไทยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ นอกจากนี้ อัมพวายังมีสวนผลไม้หลายชนิดให้ผู้มาเยือนได้แวะลองชิม แต่ที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็นลิ้นจี่พันธุ์อีค่อม ซึ่งจะออกชุกในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. บางคนก็เรียกลิ้นจี่พันธุ์นี้ง่ายๆ ว่าค่อม หรือค่อมลำเจียก

     มาต่อที่ "ตลาดคลองสวน 100 ปี" ขณะที่ตลาดยุคใหม่เปลี่ยนแปรสภาพไปเป็นซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ที่นี่ความเก๋าคือความเก่า ตลาดคลองสวนร้อยปียังคงรักษากลิ่นอายตลาดโบราณไว้ได้เป็นอย่างดี เชื้อชวนให้คนรุ่นใหม่จากทุกสารทิศเดินทางย้อนเวลามาดูการค้ายุคโบราณ ตลาดคลองสวนนั้นตั้งอยู่ริมคลองประเวศบุรีรมย์ ที่ขุดขึ้นสมัยรัชกาลที่ 5 และเป็นแนวแบ่งตำบลคลองสวนของสมุทรปราการ กับตำบลเทพราชของฉะเชิงเทรา สมัยก่อนตลาดแห่งนี้เป็นท่าเรือสำคัญของผู้ที่จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยเรือเมล์ขาวของนายเลิศ อันเป็นพาหนะอย่างเดียวในละแวกนี้ที่จะเข้าสู่พระนครได้ เมื่อโลกหันไปหาการโดยสารทางรถแทนเรือ ตลาดคลองสวนจึงถูกเก็บไว้ในกาลเวลา ทำให้ผู้มาเยือนได้มีโอกาสเห็นบ้านเรือนสวยๆ ของยุคก่อน ร้ายโชห่วย โรงเจ สุเหร่า และวัด ที่อุ้มชุมชนให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

     แอบแวบขึ้นเหนือไปแอ่ว "ปาย" สถานที่ท่องเที่ยวสุดประทับใจของเมืองไทยแห่งที่ 3 ชีวิตง่ายๆ วิวทุ่งนาชวนฝัน และบรรยากาศแสนสงบ คือจินตภาพที่ทุกคนใฝ่ฝันถึงปาย และทำให้เมืองเล็กๆ ที่ล้อมรอบไปด้วยขุนเขา กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมได้ในช่วงเวลาไม่กี่ปี อย่าแปลกใจหากคุณเห็นวัยรุ่นนับร้อยโยนเป้ใบโตขึ้นรถเพื่อหลีกลี้จากแสงสีของเชียงใหม่ ไปแสวงหาความสงบและความฮิปในบรรยากาศชนบทของเมืองปาย จากจุดแวะพักระหว่างทางเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอนในอดีต แต่ทุกวันนี้ปายได้กลายเป็นจุดหมายใหม่โดยตัวของมันเอง มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายไว้คอยต้อนรับนักเดินทาง ตั้งแต่เส้นทางเดินป่า สำรวจธรรมชาติ หรือจะขี่จักรยาน ขี่ช้าง ล่องแพ เที่ยวหมู่บ้านชาวเขา วัดวาอาราม แถมมีร้านรวงน่ารักๆ เกสต์เฮาส์เก๋ๆ ที่ช่วยเติมเสน่ห์เมืองปายให้เด่นชัด และโหมกระแสความนิยมปายให้แรงขึ้นในหมู่นักเดินทางหนุ่มสาว

     ไล่ลงมาทางภาคอีสาน "พิพิธภัณฑ์สิรินธร" แสนโอ่อ่าตั้งอยู่บริเวณเชิงภูกุ้มข้าว จ.กาฬสินธุ์ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งตามพระนามของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นองค์อุปถัมป์ของการศึกษาเรื่องโบราณชีววิทยาในประเทศไทย และนับเป็นแหล่งฟอสซิลไดโนเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลุมที่ขุดค้นที่วัดสักกะวันเป็นแหล่งสะสมของฟอสซิลนับร้อยๆ ชิ้น ที่คาดว่าน่าจะเป็นกระดูกไดโนเสาร์ไม่ต่ำกว่า 6 ตัว และหนึ่งในนั้นเป็นโครงกระดูกของเซอโรพอต ไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่ที่เกือบจะสมบูรณ์ทั้งตัว นอกจากนี้ภายในพิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงเรื่องราวของไดโนเสาร์ 16 สายพันธุ์ที่เคยมีชีวิตอยู่ในทุ่งกุลาร้องไห้แห่งนี้ และสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ควรศึกษา อาทิ ช้างสี่งา เสือเขี้ยวดาบ สิงโตโบราณ ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยน่าตื่นตาตื่นใจ

     วกกลับมาที่ "ภูสอยดาว" แหล่งท่องเที่ยวสำหรับหน้าฝน เมื่อฝนมาเยือน ขุนเขาทางภาคเหนือส่วนใหญ่จะเงียบเหงาไร้นักท่องเที่ยว แต่ที่ภูสอยดาวติดตะเข็บชายแดนไทย-ลาว กลับคึกคักไปด้วยเหล่าผู้รักธรรมชาติ ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก จะต้องมีคนเดินไปตามเส้นทางขึ้นเขา 6.5 กิโลเมตร ด้วยความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงลานสนบนยอดภูที่อยู่สูงเหนือกว่าระดับน้ำทะเล 1,633 เมตร เพราะทุกฤดูฝนที่แห่งนี้จะเวทีของเทศกาลดอกไม้อันยิ่งใหญ่  และบรรดาน้ำตกก็จะมีชีวิตชีวาอย่างที่สุด เท่าที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้ให้หมู่มนุษย์ได้เชยชม

     แวะพักเหนื่อยสักครู่แล้วเดินทางท่องเที่ยวต่อที่เมืองหลวงโบราณของไทยอย่าง จ.สุโขทัย "อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย" ในเชิงประวัติศาสตร์การเมือง ศรีสัชนาลัยอาจดูเหมือนมีความสำคัญไม่เท่าสุโขทัย ซึ่งเป็นบ้านพี่เมืองน้องกัน แต่ในเชิงโบราณคดีและศิลปะแล้ว ศรีสัชนาลัยไม่เป็นสองรองใคร หลักฐานจากหลุมขุดค้นที่วัดชมชื่น ทำให้รู้ว่าพื้นที่ริมแม่น้ำยมที่ปัจจุบันอยู่ขอบเขตของอุทยาน มีการตั้งเป็นชุมชนมานานนับพันปี มีมาก่อนการตั้งเมืองโบราณที่เติบโตร่วมสมัยมากับสุโขทัยเสียอีก สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาและมีเวลาชื่นชมรายละเอียดอย่างลึกซึ้ง ร่องรอยที่เหลืออยู่ไม่ว่าจะเป็นซากโบสถ์ วิหาร เจดีย์ หรือพระพุทธรูป ก็ยังสะท้อนให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองแห่งศรีสัชนาลัยได้อย่างน่าทึ่ง

     ด้าน "อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย" ยังรอให้ไปเยี่ยมเยือนเช่นกัน ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ พื้นที่บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรสุโขทัย ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่สวยงามตามตำราการตั้งเมืองโบราณทางฝ่ายเหนือ คือมีขุนเขาเป็นปราการอยู่ด้านหลัง และมีแม่น้ำยมไหลผ่านทางด้านหน้า (ทิศตะวันออก) บนที่ราบเชิงเขาผืนใหญ่ซึ่งอยู่ระหว่างกลาง มีโบราณสถานรูปแบบต่างๆ เช่น เจดีย์ โบสถ์ วิหาร และพระพุทธรูป เรียงรายอยู่มากมาย อุทยานแห่งนี้จึงเป็นแหล่งรวมเอกลักษณ์ทั้งทางสถาปัตยกรรม และการวางผังเมืองของกรุงสุโขทัย เป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงความรุ่งเรือง และอัจฉริยภาพของชนชาวสยามในยุคนั้น จุดเด่นอยู่ที่วัดศรีชุมที่มีพระอจนะ หรือพระผู้ไม่หวั่นไหวต่อกิเลสประดิษฐานอยู่ ด้วยองค์พระมีขนาดสูงใหญ่ล้อมรอบด้วยซากกำแพงสูงของมณฑป ที่มีทางลับให้คนปีนขึ้นไปข้างบนจนเป็นแหล่งกำเนิดตำนานพระพูดได้

     มาต่อที่ "วัดพระธาตุลำปางหลวง" วัดพระธาตุลำปางหลวงเป็นสถาปัตยกรรมล้านนาขนาดใหญ่ ที่โดดเด่นและสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น ตัววัดอยู่บนเนินสูงยกระดับขึ้นจากบริเวณโดยรอบ มีบันไดนาคขนาดใหญ่ทอดยาวสู่ซุ้มประตูโขงที่วิจิตรพิสดาร ถัดไปเป็นหลังคาวิหารและองค์พระธาตุที่เป็นที่เคารพบูชามายาวนานหลายศตวรรษ ซาบซึ้งกับความอลังการของสถาปัตยกรรมวัดแห่งนี้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกตอีกด้วย ใครที่เกิดปีฉลูแนะนำให้เดินทางไปไหว้สักการะ เพราะเป็นพระธาตุประจำปีเกิด

     ตบท้ายด้วย "วัดภูมินทร์" จ.น่าน วัดภูมินทร์ หรือชื่อเดิมคือ วัดพรหมมินทร์ มีเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์แห่งเมืองน่าน โปรดให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2139 เป็นวัดเล็กๆ ผู้คนไม่ค่อยพลุกพล่าน  แต่เชื่อไหมว่าวัดแห่งนี้อยู่คู่บ้านคู่เมืองน่านมากว่า 400 ปี และยังเป็นสถานที่แสนลือเลื่องในเรื่องศิลปะและสถาปัตยกรรมของช่างเมืองเหนือที่สวยงามแปลกตาที่สุดแห่งหนึ่งของไทย สะท้อนการหลอมรวมการสร้างสรรค์ของช่างพื้นเมือง เข้ากับศิลปะล้านนาและสุโขทัยได้อย่างลงตัว จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองในที่สุด ภายในโบสถ์ยังมีพระประธาน 4 องค์ ซึ่งปกติในโบสถ์ทั่วไปจะมีพระพุทธรูปที่ถือว่าเป็นพระประธานเพียง 1 องค์ แต่ภายในวิหาร-โบสถ์จตุรมุขของวัดภูมินทร์ มีพระพุทธรูปปางมารวิชัยเป็นพระประธานอยู่ถึง 4 องค์ นั่งหันพระปฤษฎางค์ชนกันและหันพระพักตร์ไปทางประตู เป็นรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร

     ห่างจากตัววัดแค่ข้ามถนน ก็จะเป็นพิพิธภัณฑแห่งชาติน่าน อันมีเรื่องราวที่น่าสนใจของจังหวัด และชนเผ่าต่างๆ ในพื้นที่ให้เรียนรู้

     แนะนำอย่างครบถ้วนกระบวนความ เหลือแต่ว่าผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวจะพาตัวเองไปสัมผัสสถานที่ที่ได้รับการการันตีว่าสุดยอดอย่างแท้จริงเมื่อใด!!!.

http://www.thaipost.net/tabloid/050709/7274

--
Please visit my blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.pdc.go.th
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

ล่ อ ง แ ม่ น้ำ ซ อ ง ส่งเรื่องราวดีดีมาให้คุณอ่าน

คุณ ล่ อ ง แ ม่ น้ำ ซ อ ง ได้เข้าเวบ www.oknation.net และส่งเรื่องราวดีดีมาให้คุณอ่าน : อ่านเรื่อง คลิ๊กที่นี่ http://www.oknation.net/blog/supawan/2009/07/04/entry-1 ....................................................................... ผู้ส่ง ล่ อ ง แ ม่ น้ำ ซ อ ง

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สะพานพระราม ๔ ส่งเรื่องราวดีดีมาให้คุณอ่าน

คุณ สะพานพระราม ๔ ได้เข้าเวบ www.oknation.net และส่งเรื่องราวดีดีมาให้คุณอ่าน : อ่านเรื่อง คลิ๊กที่นี่ http://www.oknation.net/blog/TD-stou/2009/06/30/entry-1 ....................................................................... ผู้ส่ง สะพานพระราม ๔

ผู้ติดตาม

เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
ข่าวสาร ข้อมูล ทุกด้านต้องรับฟัง ไม่เชื่อสิ่งที่เห็น ฟังข่าวสารเพียงฝ่ายเดียว ต้องรู้เท่าทันในการรับรู้ข่าวสารจากทุกแหล่งข่าว FACT - Freedom Against Censorship Thailand กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย http://facthai.wordpress.com/ http://twitter.com/jiew ● ปรึกษาปัญหากฏหมาย ละเมิด,สัญญา,อายัดทรัพย์ ยึดทรัพย์ ปัญหาติดต่อราชการ ฟรี ● พิมพ์รายงาน,ค้นหาข้อมูล, ● งานพิมพ์ Lay-Out,Art Work สำนักพิมพ์ดาวหาง www.sanamluang.bloggang.com สนใจติดต่อสอบถาม workingmailhome@hotmail.com

รายการบล็อกของฉัน