--- On Thu, 5/28/09, JeaB <kwanruthai@dpiap.org> wrote:
|
บ.ซีแคนูไทยแลนด์ จำกัด บ้าน ร๊อคการ์เด้นท์ 125/461 บ้านทุ่งคา - บ้านสะปำ ต. รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต 83000 โทรศัพท์ 076 528839 - 40 โทรสาร 076 258841 อีเมล์: info@seacanoe.net เว็บไซต์ http://www.seacanoe.net/ Please visit my blog.Thank you so much. http://www.sanamluang.bloggang.com / http://tham-manamai.blogspot.com / http://www.parent-youth.net/ http://www.tzuchithailand.org/ http://www.pdc.go.th/ http://www.presscouncil.or.th / http://thainetizen.org/ http://www.ictforall.org
วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
หนูน้อยCody นักสู้ผู้มีหลายขา:The boy with the magic legs
บาม นครแห่งโคลน มหานครของโลกยุคอดีตกาล อัญมณีล้ำค่าบนเส้นทางสายไหม กับความพยายามในการบูรณะหลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี 2546
Life Style : ศิลปวัฒนธรรม
บาม นครแห่งโคลน
โดย : ดร.จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์
ข่าวภัยพิบัติที่กระจายไปทั่วโลก ก่อเกิดกระแสความสนใจมุ่งตรงสู่เมืองเล็กๆ ของอิหร่านที่มีนามว่า “บาม” (Bam) มหานครโบราณอายุกว่า 2,000 ปี ซึ่งเลือนหายไปจากความทรงจำของชาวโลกมานาน ให้หวนคืนมาเป็นที่รู้จักอีกครั้ง
ในบรรดามหานครของโลกยุคอดีตกาล “บาม” เปรียบได้กับอัญมณีล้ำค่าที่ถือกำเนิดบนเส้นทางสายไหม เส้นทางการค้าเก่าแก่เชื่อมโลกตะวันออกกับตะวันตกเข้าด้วยกัน แม้ว่าบามจะไม่ใช่นครหลักบนเส้นทางสายไหมอย่างตุนหวงของจีน คัชการ์และเมอฟในเอเชียกลาง หรือฮะมะดานในอิหร่าน แต่บามก็รุ่งเรืองเฟื่องฟูจากการเป็นสถานีค้าขายที่เชื่อมต่อเส้นทางสายไหมสายหลัก สู่เครือข่ายการค้าในเขตที่ราบสูงอิหร่านลงไปจนถึงตะวันตกของชมพูทวีป เมื่อประสานกับเส้นทางคาราวานในอารเบียแล้ว บามจึงเป็นแหล่งส่งผ่านสินค้าจากโลกตะวันออกไปสู่ดินแดนอิหร่าน อารเบีย และทะเลอาหรับ
เมืองบามตั้งอยู่ในแคว้นเคอร์มาน (Kerman) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอิหร่าน ก่อตั้งขึ้นเมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 2-3 โดยราชวงศ์พาเธียน ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่ปกครองดินแดนส่วนใหญ่ของอิหร่านระหว่าง 247 ปีก่อนคริสต์กาลจนถึงราว ค.ศ.226
ต่อมาในสมัยราชวงศ์ซัสซานิด (ค.ศ.226-651) บามได้กลายเป็นศูนย์กลางการแสวงบุญ ของศาสนิกโซโรแอสเตอร์หรือพวกที่นับถือลัทธิบูชาไฟ เนื่องจากภายในเมืองบามมีวิหารบูชาไฟตั้งอยู่หลายแห่ง
เมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่ 10-12 ในสมัยอิสลาม บามเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นศูนย์กลางการค้าเขตดินแดนตอนในของอิหร่าน หนังสือซุรัต อุล อัดร์ หรือภูมิลักษณ์ของโลก เขียนโดย อาบูลกาซิม อิบน์ฮอร์กุล (ค.ศ.943-969) นักเดินทางและนักภูมิศาสตร์ชาวอาหรับกล่าวว่า บามเป็นแหล่งรวบรวมฝ้ายคุณภาพดี รวมทั้งแพรพรรณนานาชนิดซึ่งส่งไปขายไกลถึงอิรักและอียิปต์
ในสมัยราชวงศ์ซาฟาวี (ค.ศ.1502-1722) บามจัดเป็นมหานครขนาดใหญ่ไม่แพ้เมืองสำคัญๆ ของอิหร่าน ตัวเมืองขยายไปจนมีขนาดถึงราว 6 ตารางกิโลเมตร ล้อมรอบด้วยกำแพงและป้อมปราการถึง 38 แห่ง มีผู้คนอาศัยอยู่ประมาณ 9,000 ถึง 13,000 คน
เมืองบามเริ่มลดความสำคัญลงราว ค.ศ.1722 เมื่อกองทัพของพวกอัฟกันรุกรานเข้ามาสู่อิหร่าน ทำให้พลเมืองอพยพลี้ภัยออกไป จนถึง ค.ศ. 1890 ในสมัยราชวงศ์กอญัร (ค.ศ.1781-1925) ทางราชการได้ประกาศให้ประชาชนอพยพออกจากเขตเมืองเก่า และใช้ตัวเมืองโบราณเป็นป้อมทหาร เมื่อถึง ค.ศ.1932 ในสมัยราชวงศ์ปาห์ลาวี (ค.ศ.1925-1979) รัฐบาลอิหร่านประกาศให้บามเป็นเขตโบราณสถาน และได้เริ่มดำเนินการบูรณะเมืองมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 จนทุกวันนี้
ความมหัศจรรย์ของบามมาจากรูปแบบและเทคนิกการก่อสร้างทางสถาปัตยกรรม ตั้งแต่กำแพงเมือง ป้อมปราการ มัสยิด ศาสนสถาน สถานที่ราชการ ร้านค้าจนถึงบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ล้วนก่อขึ้นจากดินและโคลนซึ่งเป็นวัสดุหลักที่นำมาทำเป็นอิฐตากแห้ง ก่อนนำไปก่อเป็นผนังและโครงสร้าง นอกจากนี้ส่วนของเสาไม้และวัสดุมุงได้มาจากต้นและใบอินทผลัมซึ่งเป็นผลไม้ที่ปลูกกันมากในเขตเมืองบาม
ตลอดเวลากว่าพันปี วิธีการสร้างอาคารต่างๆ ยังคงลักษณะดั้งเดิม ทำให้บามกลายเป็นเมืองโคลนที่ใหญ่ที่สุดในโลก เหตุผลสำคัญที่อาคารส่วนใหญ่ใช้ดินและโคลนพอกพูนเป็นสถาปัตยกรรมต่างๆ เนื่องจากบามเป็นนครกลางทะเลทราย แต่ละปีฝนตกน้อยมากอากาศจึงแห้งแล้ง ดินและดินผสมน้ำหรือโคลนเป็นวิธีการก่อสร้างที่ชาวเมืองคุ้นเคยถ่ายทอดกันมานับพันปี นอกจากนี้ผนังดินยังช่วยป้องกันความร้อนในตอนกลางวัน และช่วยให้ความอบอุ่นในเวลากลางคืนท่ามกลางภูมิอากาศเลวร้ายของทะเลทราย
ความพิเศษดังกล่าว ทำให้ UNESCO ประกาศขึ้นทะเบียนบามเป็นมรดกโลกเมื่อ ค.ศ.2004
หลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ.2546 ทางการอิหร่านได้ดำเนินการบูรณะโบราณสถานที่บามมาตั้งแต่ พ.ศ.2547 มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปใช้เพื่อค้ำจุนและเสริมโครงสร้างเดิม รวมทั้งนำวัสดุประเภทไฟเบอร์กลาส ที่ทอเป็นแผ่นบางทาบลงไปตามผนัง ก่อนพอกโคลนเพื่อยึดโครงสร้างให้แข็งแรงทนต่อแรงสั่นสะเทือน ต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าเมืองโบราณจะคืนสภาพกลับมางดงามเหมือนเดิมอีกครั้ง
อย่างไรก็ดีการพังทลายของนครแห่งโคลน มิใช่จะเป็นเรื่องเลวร้ายเสียทั้งหมด เพราะนักโบราณคดีได้ค้นพบร่องรอยหลักฐานใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกมากมายจากการสำรวจขุดค้นเขตเมืองเก่า
อีกไม่นานนักความจริงเกี่ยวกับนครโบราณอายุกว่า 2,000 ปี คงได้เปิดเผยต่อชาวโลก และอาจช่วยไขปริศนาที่ผู้คนยุคก่อนทิ้งไว้ให้คนรุ่นใหม่ได้ค้นหาคำตอบต่อไป
...........................................................
(ดร.จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
ตำนานบัวหลวง ถิ่นรวงข้าว
Life Style : ท่องเที่ยว
ตำนานบัวหลวง ถิ่นรวงข้าว
โดย : วลัญช์ สุภากร
เกสรสีเหลืองทองของบัวหลวงพระราชินี
บัวหลวงพระราชินีขณะดอกตูม - จงกลนี
เมนูข้าวหอมปทุมฯ คลุกน้ำพริก 4 ภาค (จากแถวบน) ข้าวหุงดอกน้ำอัญชันคลุกน้ำพริกปลาร้า ข้าวหุงน้ำใบเตยคลุกน้ำพริกอ่อง ผักท้องถิ่นประจำภาคนานาชนิด ข้าวกล้องงอกปทุมฯ คลุกน้ำพริกเผา และข้าวหุงขมิ้นคลุกน้ำพริกไตปลา
เม็ดขนุนข้าวกล้องงอก - วุ้นข้าวกล้องงอก
พายรากบัว
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม และเค้กเกสรบัว
นอกจากหุงเป็นข้าวสวย รับประทานร่วมกับสำรับกับข้าวตามปกติแล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้นำข้าวหอมปทุมฯ มาประยุกต์ให้รับประทานได้หลากหลายขึ้น เรียกเมนูนี้ว่า ข้าวคลุกน้ำพริก 4 ภาค โดยแทรกวิธีเพิ่มคุณค่าสารอาหารเข้าไปด้วย เวลากินก็แนมด้วยผักลวกผักสดตามชอบเหมือนปกติ ยิ่งถ้าได้ผักท้องถิ่นมาแนมยิ่งได้รสชาติความอร่อย
อ.พงษ์ศักดิ์ เลือก น้ำพริกอ่อง เป็นตัวแทนน้ำพริกภาคเหนือสำหรับใช้ปรุงเมนูข้าวคลุกน้ำพริก 4 ภาคตำรับนี้ โดยนำข้าวหอมปทุมฯ หุงกับน้ำใบเตยเพื่อเพิ่มคุณค่าสมุนไพรแล้วจึงนำมาคลุกกับน้ำพริกอ่อง ใบเตยมีสีเขียวมีสารคลอโรฟิลล์ช่วยลดอาการกระหายน้ำและชุ่มชื่นคอ ส่วนน้ำพริกอ่องก็มีมะเขือเทศเป็นหลัก เป็นแหล่งของวิตามินเอ ซี บี เกลือแร่ ช่วยให้ตับทำงานได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะไลโคพีนช่วยให้ผิวพรรณมีสุขภาพดี
เลือก น้ำพริกปลาร้า เป็นตัวแทนภาคอีสาน โดยหุงข้าวหอมปทุมฯ กับน้ำดอกอัญชันก่อนคลุกกับน้ำพริกปลาร้า ดอกอัญชันมีสารแอนโธไซยานิน มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิต้านทาน เพิ่มการไหลเวียนในหลอดเลือดเล็ก เช่น หลอดเลือดส่วนปลาย ทำให้กลไกที่ทำงานเกี่ยวกับการมองเห็นแข็งแรงขึ้น
ส่วนข้าวคลุกน้ำพริกภาคกลางใช้ ข้าวกล้องงอกปทุมฯ คลุกกับ น้ำพริกเผา ซึ่งมีส่วนผสมหลักคือ หอม กระเทียม พริก ล้วนแล้วแต่มีสรรพคุณทางสมุนไพร เช่น พริกช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด สารแคปไซซินในพริกช่วยลดน้ำมูก เบตาแคโรทีนในพริกช่วยป้องกันการติดเชื้อบริเวณเยื่อบุผนังช่องปาก จมูก ลำคอ ปอด หัวหอมมีน้ำมันหอมระเหยซึ่งประกอบด้วยไดอัลลินไตรซัลไฟด์ ชนิดเดียวกับกระเทียม และมีฟลาโวนอยด์ ไกลโคไซด์ เพคติน สารเหล่านี้มีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ลดไขมันในเส้นเลือดและช่วยย่อยอาหาร นอกจากนี้ในหัวหอมยังมีฟอสฟอรัสปริมาณสูงช่วยในเรื่องความจำ
ภาคใต้ อ.พงษ์ศักดิ์ หุงข้าวหอมปทุมฯ กับขมิ้นแล้วคลุกกับ น้ำพริกไตปลา รสชาติเผ็ดร้อน ขมิ้นมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราหลายชนิด แก้โรคกระเพาะ-อาการท้องอืด ส่วนพริกขี้หนูที่ใช้ในการทำน้ำพริกไตปลาก็มีสรรพคุณทางยาแก้คลื่นไส้อาเจียน แก้โรคบิด เม็ดพริกมีสารสามารถทำให้หลอดเลือดขยายตัว เลือดไหลเวียนดีขึ้น แต่ระวังสำหรับผู้เป็นโรคเกี่ยวกับตาหรือผู้ป่วยอาการเจ็บคอ ไอ คอแห้ง ไม่ควรรับประทานพริกขี้หนูจำนวนมาก
สังเกตว่าวัยรุ่นไทยยุคนี้มักเห็นข้าวสวยเป็นอาหารธรรมดา นิยมหันไปรับประทานอาหารต่างประเทศ ซึ่งบ่อยครั้งมีคุณค่าทางอาหารน้อย อ.พงษ์ศักดิ์จึงได้ลองสร้างสรรค์นำข้าวหอมปทุมฯ มาหุงกับพืชพันธุ์ที่ให้สีและคลุกกับน้ำพริกเพื่อให้มีรสชาติกลมกล่อมขึ้น ไม่จัดจ้านและช่วยลดกลิ่นน้ำพริก จัดทำให้เป็นคำๆ คล้ายอาหารญี่ปุ่น เพื่อดึงความสนใจของเด็กไทยรุ่นใหม่ให้กลับมานิยมรับประทานน้ำพริกซึ่งมีสรรพคุณทางยาและเป็นอาหารพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยมากขึ้น
มาถึง บัว ที่มีมากมายในจังหวัดปทุมธานี นอกจากที่นำ 'สายบัว' มาแกงกับปลาทูหรือนำมาผัดกับกุ้งหรือเนื้อหมูที่หลายคนคุ้นเคย อ.พงษ์ศักดิ์จึงลองประยุกต์นำบัวมาทำอาหารอย่างอื่นเพิ่มเติม โดยเลือกนำส่วนต่างๆ ของ บัวหลวงพระราชินี มาปรุงเป็นของกินได้อีกหลายชนิด เช่น เค้กเกสรบัว ค่อยๆ แกะเกสรจากดอกบัวนำไปตากแห้ง จากนั้นก็ผสมเข้ากับแป้งเค้กที่มีส่วนผสมของไข่ไก่ น้ำตาลทราย และเนย แล้วนำไปอบตามปกติก็จะได้ขนมเค้กที่มีส่วนผสมของเกสรบัวในตัวเนื้อเค้กและมีกลิ่นหอมของเกสรบัว แบ่งเกสรบัวตากแห้งส่วนหนึ่งไว้คลุกกับน้ำผึ้งใช้เป็นเครื่องแต่งหน้าเค้ก
เกสรบัวให้กลิ่นหอมเย็น รสฝาดนิดๆ ตัดความหวานของเนื้อขนมเค้ก ตำราว่ามีสรรพคุณแก้ไข้ แก้อ่อนเพลีย ใช้ปรุงเป็นยาหอม บำรุงหัวใจ-ประสาท ชูกำลังให้ชุ่มชื่น
ขนมฝรั่งอีกชนิดที่นิยมรับประทานคู่น้ำชาก็สามารถทำได้จากบัว เช่น พายรากบัว นำรากบัวมาหั่นแล้วต้มให้สุก ผสมกับนมสดและน้ำตาลทรายแดง ทำเป็นไส้ของขนมพาย เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่การใช้รากบัวอายุ 3-5 ปี จะอร่อยกว่าการใช้รากบัวที่อายุน้อยกว่านี้ซึ่งเรียกว่า ไหลบัว นิยมนำไปแกงมากกว่า ชาวสวนบัวในปทุมธานีทราบดีว่าบัวที่ปลูกไว้อายุเท่าใดแน่
แม้กระทั่งน้ำชาก็มี ชาเกสรบัว ชานี้ประกอบด้วยเกสรดอกไม้ 5 ชนิด คือ บัวหลวง มะลิ พิกุล บุนนาค สารภี โดยนำเกสรบัวหลวงมาอบหรือคั่ว หรือนำไปตากแห้งไว้ก่อนก็ได้ วิธีทำน้ำชาให้ต้มน้ำจนเดือดแล้วยกลง หยิบชาเกสรบัวหนึ่งหยิบมือใส่ลงในถ้วยน้ำร้อน ปิดฝาไว้ 5 นาทีแล้วจึงเสิร์ฟ เป็นสูตรของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภูรินทร์ อัครกุลธร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ซึ่งกล่าวว่าเกสรของดอกไม้เหล่านี้ตามตำราใช้เป็นยาโบราณอยู่แล้ว เกสรบัวหลวงมีสารประกอบทางเคมีตามธรรมชาติ 'อัลคาลอยด์' มีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอ มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดและบำรุงหัวใจ เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ
สนใจชิมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหาร-เครื่องดื่มจากข้าวและบัวของจังหวัดปทุมธานี ระหว่างวันที่ 22-31 พฤษภาคมนี้ เหล่ากาชาดจังหวัดปทุมธานี หน่วยงานราชการ สถาบัน องค์กรต่างๆ ในจังหวัดปทุมธานี และศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ได้ร่วมกันจัดงาน กาชาดและของดีจังหวัดปทุมธานี บัวหลวงรวงข้าวไสว ปทุมน้อมใจ เทิดไท้องค์ภูมิพล มีการนำบัวและข้าวหอมปทุมฯ ผลผลิตเลื่องชื่อของจังหวัดปทุมธานี มาสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบ ช่วยส่งเสริมอาชีพให้กับชาวบ้าน เช่น วุ้นน้ำข้าวกล้องงอก เม็ดขนุนข้าวกล้องงอก คุกกี้เม็ดบัว ข้าวม้วนรสลาบ รวมทั้ง ข้าวคลุกน้ำพริก 4 ภาค พายรากบัว เค้กเกสรบัวหลวงพระราชินี
นอกจากนี้ สารสกัดจากรวงข้าว ยังสามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสม ของผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องสำอางได้เช่นกัน เช่นทำเป็นแชมพูสระผม ครีมนวดผม โลชั่นบำรุงผิว สบู่เหลว มีจำหน่ายในงานนี้เช่นกันที่บริเวณ Cascata ชั้น G และบริเวณด้านหน้าศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต (ฝั่งโรบินสัน)
ในงานยังมีสินค้าหัตถกรรม-อุตสาหกรรม พืชพันธุ์ไม้ บัวหลายสายพันธุ์ให้เลือกซื้อเลือกชมอีกมากมาย โดยเฉพาะ จงกลนี บัวไทยแท้หายาก มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย พบในประเทศไทยที่เดียวในโลก ดอกสีชมพูอ่อน ลักษณะเฉพาะตัวคือมีกลีบดอกเป็นจำนวนมาก เมื่อบานแล้วไม่หุบ ดอกบานนานถึง 5 วัน วันแรกดอกเป็นสีชมพู สีจะซีดลงในวันที่สองและสาม วันต่อไปจะเป็นสีขาวและมีสีเขียวแซมบ้างเมื่อใกล้โรย ปัจจุบันเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เนื่องจากธรรมชาติไม่สมดุล
งานนี้ได้ชมและชิมบัวกันเลยทีเดียว
อองเธอเพอนัวร์แห่งอัมพวา บูมอัมพวาไม่ได้มาฟรีๆ มาดูเทคโนโลยี-วิชาการที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัย
ก่อนปี 2547 อัมพวา ไม่ต่างจากหมู่บ้านชายคลองเงียบๆ ตกค่ำก็มีแต่หิ่งห้อยที่ส่องแสงกันคึกคัก ส่วนชาวบ้านร้านถิ่นพากันปิดประตูเปิดทีวีดูละครดูข่าวก่อนเข้านอน
"เรือหายไป คนในพื้นที่ก็หายไปกว่าครึ่ง เทศบาลจึงได้เริ่มรื้อฟื้นเศรษฐกิจระดับชุมชน มองจุดขายด้านการท่องเที่ยวให้อัมพวาเป็นที่รู้จัก โดยเปิดตลาดน้ำยามเย็น เพื่อชุบชีวิตชุมชนสองฝั่งคลองขึ้นมาอีกที" ร้อยโทพัชโรดม อุนสุวรรณ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลอัมพวา เล่าความหลัง
ภาพของตลาดอัมพวาในยุคบุกเบิก ปี 2547 ออกมาในรูปของชาวบ้าน 200 กว่ารายนำสินค้าแปรรูปที่ผลิตได้จากครัวเรือนออกมาขาย 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนในพื้นที่ อาชีพเดิมทำสวนผลไม้ รายได้จากผลหมากรากไม้พายเรือมาขายที่ตลาดน้ำเป็นทุนรอนเสริมให้กับครอบครัว
เพียงไม่นาน อัมพวา ตลาดน้ำตามแบบฉบับตลาดน้ำดำเนินสะดวกถูกบอกกล่าวกันปากต่อปาก แทบจะไม่มีรายการทีวีวาไรตี้รายการไหนไม่เคยมาถ่ายทำสารคดี เหมือนยิ่งตียิ่งดัง วันเสาร์-อาทิตย์ คนแห่ขับรถมาเที่ยวกันตั้งแต่เช้าเดินกันให้ขวักไขว่ หรือพูดให้ถูกก็คือ แทบจะไหลไปตามกระแสคลื่นมนุษย์ และสนุกกับการซื้อหาของกินกัน 'ไม่ขาดปาก' จริงๆ
ภาพตลาดน้ำอัมพวาต่างจากวันก่อน ไม่ได้มีแค่ผลไม้จากสวน แต่ยังมีอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานกันริมท่าน้ำ และห่อกลับบ้านจนเกิด 'อองเธอเพอนัวร์ชาวบ้าน' และสร้างอาชีพใหม่ให้กับหลายครอบครัว
ป้าสำเนียง ดีสวาสดิ์ เจ้าของผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มน้ำดอกไม้ ตราสำเนียง เป็นหนึ่งในเจ้าของกิจการที่เริ่มต้นเปิดหน้าร้านขายน้ำดื่มบรรจุขวดที่ตลาดอัมพวาตามคำชวนของนายกเทศบาล เธอจับธุรกิจขายน้ำลูกสำรองที่เธอถนัด ด้วยความเป็นคนช่างคิด ช่างทดลอง สูตรผสมน้ำลูกสำรองของเธอจึงมีรสชาติอร่อยไม่เหมือนใคร
งานวิจัยจากอาจารย์ราชภัฏบ้านสมเด็จพบว่าดอกไม้ในท้องถิ่น 5 ชนิด สามารถต้านอนุมูลอิสระ ดีกว่าชาเขียวญี่ปุ่นหลายเท่าตัว จุดประกายให้ป้าสำเนียงต่อยอดผลิตเป็นน้ำดอกไม้เพิ่มเติมจากน้ำลูกสำรอง
สุดท้ายลูกสำรองของป้าเป็นอันต้องหลีกทางให้กับน้ำดอกไม้ ภายใต้แบรนด์เดียวกันที่ใครไปใครมาอัมพวาต้องขอแวะชิม จนทำกำไรเป็นกอบเป็นกำจากธุรกิจขายน้ำดอกไม้ในราคาเพียงขวดละ 10 บาท
“อากาศร้อน นักท่องเที่ยวมองหาน้ำดื่ม และยิ่งเป็นน้ำเพื่อสุขภาพ หวานแต่ทานแล้วไม่อ้วน ยิ่งขายดี ทำให้ขายดี" แม่ค้าชาวบ้านผู้หาญกล้าท้าแข่งกับน้ำอัดลม ภูมิใจ
ผลวิจัยบอกว่าน้ำดอกไม้ เช่น ดอกเข็มแดง ดอกอัญชัน ดอกบัว ดอกกุหลาบ และดาหลา มีฤทธิ์ต้านโรคหัวใจ พาร์กินสัน และต้านโรคมะเร็ง และถ้าดื่มเป็นประจำจะไม่มีสารก่อมะเร็งตกค้าง ป้าสำเนียงจึงเอามาต่อยอดด้วยหัวคิดตัวเองจนกลายเป็นค็อกเทลน้ำดอกไม้นานาพรรณ
“ตอนแรกไม่คิดว่าดาหลาจะเอามาทำเป็นน้ำพันซ์ได้ เขาเป็นพืชที่มีความเผ็ดฉุนรุนแรง แต่พอนำมาปรับปรุงสูตรแล้ว น้ำดาหลาบรรจุขวดที่ได้กลับมารสชาติอร่อย ใครดื่มก็ติดใจ”
ด้วยความแปลกใหม่ทำให้น้ำดอกไม้ได้รับความสนใจ จนผลิตแทบไม่ทัน และเมื่อผลิตในปริมาณมากปัญหาที่ตามมาก็คือ จะทำอย่างไรให้ได้น้ำผลไม้ที่มีคุณภาพ เก็บไว้ได้นาน คงรสชาติและระดับความหวานคงที่ เรื่องนี้จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย
“น้ำดอกไม้เก็บได้ไม่นานหรอก ต้องทำไปขายไป ตอนแรกเราไม่รู้ว่าการทำพาสเจอร์ไรซ์คืออะไร แต่เมื่อเรียนรู้เทคโนโลยีเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำได้เอง โดยปรับปรุงการผลิตเพียงเล็กน้อย เก็บน้ำดอกไม้ได้นานขึ้น 7วัน เรายังมีเครื่องวัดความหวานด้วยนะ รสชาติก็แม่นยำขึ้นถ้าไม่มีงานวิจัย ก็ไม่กล้าทำ”
ป้าสำเนียงคนสวยบอกอย่างมั่นใจว่า ถ้ามีงานวิจัยยืนยันถึงประโยชน์ของดอกไม้ชนิดอื่น ก็พร้อมที่จะนำไปปรับปรุงสูตรผลิตเป็นน้ำดอกไม้หลากชนิด จำหน่ายอย่างแน่นอน สำหรับอนาคตของน้ำดอกไม้ภายใต้แบรนด์สำเนียง กำลังอยู่ระหว่างขอตราจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) รับรองคุณภาพ เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภคมากขึ้น
ซีเรียลถอยไป ข้าวแต๋นมาแล้ว
จาก ดาหลา ไม้ดอกที่ปลูกขึ้นตามร่องสวนอัมพวา ดอกไม้ที่เคยมีค่าเพียงเครื่องมือป้องกันตลิ่งพัง ตอนนี้กลายเป็นดอกไม้เศรษฐกิจที่มีราคาค่างวดมากขึ้นเป็นเท่าตัว ไม่ต่างจากข้าวแต๋น ซุปเปอร์คาราเมล ของฝากยอดนิยมของนักท่องเที่ยวตลาดน้ำอัมพวา
“ข้าวแต๋น หรือขนมนางเล็ด เป็นของฝากที่หาได้ทั่วไปแต่ถ้าจะขายได้ ต้องมีความแตกต่าง” ศุภชาติ เจียมศิวานนท์ หรือ ลุงแว่น เล่าพร้อมหักข้าวแต๋นหน้าธัญพืชเข้าปาก
ข้าวแต๋น หน้าธัญพืช เป็นหนึ่งในข้าวแต๋น ทั้ง 8 รสชาติ ที่คิดค้นโดยลุงแว่น อดีตนักบัญชีธนาคาร ที่ผันตัวมาเปิดธุรกิจเล็กๆ ที่บ้านเกิด
ลุงแว่น เน้นขายข้าวแต๋น ด้วยลีลาการเชื้อเชิญลูกค้าใช้ลองชิมข้าวแต๋นสารพัดเครื่องโรยหน้า ทั้งธัญพืช เม็ดแตง ถั่ว งา หมูหยอง ปลาหมึกกรอบ แถมยังย้ำว่าข้าวแต๋นของแท้ของลุงแว่นต้อง “เอ็กซ์ตร้าคาราเมล น้ำตาลเต็มแผ่น แน่นปั๊ก หวานพิเศษ”
ลุงแว่น บอกว่า กว่าจะได้เป็นข้าวแต๋นที่ขายดีอย่างวันนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเลือกวัตถุดิบอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นข้าวจะต้องเลือกที่ทอดแล้วไม่อมน้ำมัน น้ำตาลมะพร้าวที่นำมาใช้ทำคาราเมลโรยหน้า จะต้องเป็นน้ำตาลเหนียวหวาน
จุดเด่นที่ทำให้ข้าวแต๋นของลุงแว่นไม่เหมือนใครคือใช้น้ำตาลมะพร้าว ทำคาราเมลโรยหน้า แทนน้ำตาลอ้อย ทอดด้วยข้าวเหนียวพันธุ์ กข 6 ที่ได้รับการยืนยันจากนักวิจัยแล้วว่า ไม่อมน้ำมันเวลาทอด ช่วยให้เก็บรักษาได้นานกว่า 2 อาทิตย์ ทำให้ข้าวแต๋น ซุปเปอร์คาราเมล ของลุงแว่นในวันนี้ รสชาติเลื่องชื่อจนกลายเป็นแบรนด์อันดับต้นๆ ที่นักท่องเที่ยวถามหา
“ได้อาจารย์จากศิลปากรมาให้คำปรึกษา เลือกวัตถุดิบ และพัฒนากระบวนการผลิตข้าวแต๋น จากเดิมที่อาศัยประสบการณ์เป็นหลัก ตอนนี้สามารถผลิตข้าวแต๋นที่เก็บไว้ได้นาน สามารถผลิตได้ในปริมาณมาก รายได้กว่า 1 หมื่นบาทต่อวัน”
อย่างไรก็ตามลุงแว่นยังคงมองหางานวิจัยที่จะเข้ามาช่วยลบจุดอ่อนที่มีอยู่ให้หมดไป โดยโจทย์ที่เขาสนใจคือทำอย่างไรให้เวลาทอดไม่มีควันน้ำมันไปรบกวนเพื่อนบ้านซึ่งอยู่ระหว่างปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ ลุงมองว่าการสร้างงานจากข้าวแต๋นของเขาจะต้องไม่รบกวนชุมชน
“เทคโนโลยีบางอย่างไม่ได้ซ้ำซ้อน เพียงแต่รู้จักหยิบมาใช้ สร้างความแข็งแกร่งให้กับชุมชน เมื่อชาวบ้านมีความรู้ สามารถช่วยเหลือตัวเองได้อย่างเข้มแข็ง ก็จะสามารถแข่งขันกับร้านสะดวกซื้อได้” นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลอัมพวา เสริม
ร้อยโทพัชโรดมอยากเห็นภาพอัมพวาเป็นโมเดลตัวอย่างของการทำงานในระดับรากหญ้า ผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับ โดยไม่จำกัดว่าเป็นอาหารพื้นบ้านทั่วไป ถ้าหากลองใส่ไอเดียลงไป เมนูบ้านๆ แค่ไหน ก็เจ๋งได้
รศ.ดร.สมชาย ฉัตรรัตนา ผู้อำนวยการโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ITAP) พูดถึงหนึ่งในภารกิจสำคัญของหน่วยงานคือ การยกระดับอุตสาหกรรมไทย ตั้งแต่เอสเอ็มอียันอุตสาหกรรมไฮเทค
“นี่เป็นครั้งแรกที่เริ่มทำงานร่วมกับชุมชน หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกที่ส่งผลกระทบถึงกับต้องปิดบริษัท พนักงานออฟฟิศมีแนวโน้มย้ายถิ่นฐานจากเมืองกลับสู่ชุมชนมากขึ้น อัมพวาเป็นหนึ่งในโครงการที่เรามองว่ามีความเป็นไปได้ในหลายด้าน โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีเข้าไปจับ เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน”
วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับการเกษตรและประมง แต่จุดเด่นของอัมพวายังคงอยู่ โดยเฉพาะอาหารการกิน นอกเหนือจากภาพลักษณ์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวรู้จักอัมพวา ไม่ว่าจะโฮมสเตย์ นั่งเรือชมหิ่งห้อย หรือแม้กระทั่งดอนหอยหลอดที่เคยเลื่องชื่อ
สินค้าอาหารยังคงแข่งขันได้ ในมุมมองของ ศ.ดร.ชัชนาถ เทพธรานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (ทีเอ็มซี) ที่บอกว่า เทคโนโลยีสามารถช่วยเสริม ในส่วนของการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐาน อาหารปลอดภัย ผลิตสินค้าที่มีความหลากหลาย สร้างมูลค่าเพิ่ม และเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค
"ไอเทปมีหน้าที่หาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง โดยดึงเอาความสามารถของนักวิชาการในมหาวิทยาลัยที่อยู่ในท้องถิ่น มาร่วมขบคิดวิธีการแก้ปัญหา"
สำหรับชุมชนอัมพวาได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และมหาวิทยาลัยศิลปากร ในจังหวัดนครปฐม
“งานวิจัยที่ลงไปสู่ชุมชนและเริ่มทำได้ทันทีจึงเน้นไปที่เทคโนโลยีที่ไม่มีความสลับซับซ้อน ทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้เงินลงทุนสูง และที่สำคัญ เหมาะสมกับชุมชนมากที่สุด เช่น การพาสเจอร์ไรซ์ถนอมอาหาร รวมถึงปรับปรุงกระบวนการผลิตที่ควบคุมความสะอาดและปลอดภัยเป็นหลัก”
แต่ในมุมมองของนักวิจัย ตลาดน้ำอัมพวายังมีโจทย์อีกหลายข้อที่น่าสนใจ นอกเหนือจากการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น การพัฒนาเรือชมหิ่งห้อยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน เรือมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยลดมลพิษทางเสียงและควันพิษ ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ต้องลงทุนสูง
ตบมือข้างเดียวไม่ดัง
มุมมองของผู้นำนวัตกรรมเข้าไปสู่ชุมชนมองว่าความร่วมมือจะประสบความสำเร็จได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของผู้ประกอบการในชุมชน ซึ่งเริ่มให้ความสนใจกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจมากขึ้น เช่น ทายาทรุ่นที่ 3 ของธุรกิจกาแฟโบราณ กว่า 60 ปี ภายใต้ชื่อ 'สมานการค้า'
พลพิพัฒน์ สมานสิริกุล ผู้สืบทอดธุรกิจกาแฟโบราณคนปัจจุบัน บอกถึงความต้องการว่า หากเทคโนโลยีสามารถช่วยยกระดับกาแฟโบราณ ให้มีความทันสมัย สามารถผลิตเมล็ดกาแฟได้เป็นจำนวนมากโดยยังคงคุณภาพความสะอาดไว้ได้ ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ
“เราต้องการผลิตเมล็ดกาแฟสดเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จากความต้องการของลูกค้ามีมากจนทำไม่ทัน หากมีเทคโนโลยี หรือเครื่องจักรที่จะสามารถเข้ามาทดแทนแรงงานคน ทำให้ขั้นตอนการผลิตได้มาตรฐาน สะอาด แต่แน่นอนการลงทุนเพิ่มก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ”
นอกจากนี้ยังมีเจ้าของธุรกิจโฮมสเตย์ รีสอร์ท ที่สนใจทำธุรกิจอี-มาร์เก็ตติ้ง เปิดช่องทางการติดต่อกับรีสอร์ท และโฮมสเตย์ที่พักได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านทัวร์ โดยมองว่าช่องทางการทำตลาดผ่านเว็บไซต์ ใช้ต้นทุนต่ำ และไม่มีนายหน้ามาคอยหักค่าหัวคิว
ผู้บริหารศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยีเปรยว่า อีกไม่นานจะได้เห็นตลาดน้ำออนไลน์ ภายใต้ชื่อ อัมพวาดอทคอม ภายใต้การสนับสนุนของ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย หรือ ซอฟต์แวร์ พาร์ค ที่พร้อมจะเริ่มต้น ฝึกอบรมธุรกิจ อี-คอมเมิร์ส และมั่นใจว่าโมเดลการนำเทคโนโลยีลงสู่ชุมชนนี้จะสามารถขยับขยายไปยังสถานที่ท่องเที่ยว ในชุมชนอื่นๆ ต่อไป
เพราะฉะนั้น ไม่ต้องแปลกใจถ้าไปอัมพวาแล้วไม่เห็นร้านสะดวกซื้อ หรือเชนร้านไก่ทอดอเมริกัน พิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ และไอศกรีม ต่างจากแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่เมื่อได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวแล้ว บรรดาร้านค้ารายใหญ่จะเข้าไปจับจองแย่งชิงพื้นที่ค้าขายกับชาวบ้าน
“ตลาดน้ำเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นักท่องเที่ยวเดินทางมากว่าปีละ 5 แสนคน ทำรายได้เพิ่มสูงขึ้นกว่า 100 ล้านบาทต่อปี หากกลไกเศรษฐกิจ สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้ ชาวบ้านสามารถสร้างมูลค่าจากสินค้าและที่พักได้มากกว่า ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดช่องให้ธุรกิจสะดวกซื้อมาแย่งชาวบ้านกิน” นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลอัมพวา ยืนยัน
ท่องสวนป่าทองผาภูมิ ดูผลงานความร่วมใจของชุมชนห้วยเขย่ง
อีกบรรยากาศยามเย็น ของผืน (สวน) ป่า.
เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อ "ห้วยเขย่ง" มาบ้าง จากโฆษณาสร้างภาพลักษณ์ของ ปตท.ที่ไปฟื้นฟูธรรมชาติ แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า "ห้วยเขย่ง" ที่เห็นในหนังโฆษณานั้น เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ
ความเป็นมาของชุมชนห้วยเขย่ง จากชาวบ้านที่เคยอยู่ในพื้นที่ลุ่ม ปัจจุบันกลับกลายมาเป็นคนพื้นที่สูง เพราะบริเวณที่เคยอยู่กลายเป็นพื้นที่น้ำท่วมจากการก่อสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์ (เขื่อนเขาแหลม) ชีวิตชาวบ้านห้วยเขย่งจากที่เคยทำนาหาปลา ก็ต้องย้าย ถิ่นฐานมาอยู่บริเวณเชิงเขาหินปูน ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าเสื่อม โทรมและแห้งแล้ง ซึ่งเมื่อชาวบ้านห้วยเขย่งใช้เงินที่ได้รับชดเชยค่าที่ดินไปจนหมด ความยากจนก็กลับมาเยือน หลายครอบครัวต้องขายที่ดินที่ได้รับมาใหม่ แล้วหันมามีอาชีพรับจ้างทำไร่และหาของป่าขายเป็นรายได้ยังชีพ
กระทั่ง พ.ศ. 2541 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทย-สหภาพ พม่า ผ่านพื้นที่ป่าและชุมชนห้วยเขย่ง จึงมีโครงการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้แก่ ชุมชนและฟื้นฟูดูแลอนุรักษ์พื้นที่ป่าทองผาภูมิ
แป๊บเดียว 10 ปีผ่านไป วันนี้ที่ชาวห้วยเขย่งได้รับการช่วยเหลือจากมูลนิธิโครงการหลวง ผ่านสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) เข้ามาดำเนินการตั้งเป็นโครงการขยายผลโครงการหลวงห้วยเขย่ง ด้วยเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือให้คนในชุมชนมีรายได้เพียงพอ ชุมชนเข้มแข็งมีสิ่งแวดล้อมที่ดีและยั่งยืน ตามกรอบทำงานที่ดึงพลัง 3 ด้านของการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน คือการสร้างรายได้ การสร้างสิ่งแวดล้อมและการสร้างความมั่นคงทางสังคม กระทั่งมาถึงวันที่มีความพร้อมก้าวย่างไปได้ ด้วยตัวเอง
โบสถ์วัดท่ามะเดื่อที่จุดเด่นอยู่ตรงเสาทั้งสี่ ใหญ่ขนาดสองคนโอบ.
จากความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านกับการมีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง เมื่อพบว่าในพื้นที่มีทรัพ-ยากรทางการท่องเที่ยวที่เหมาะสมแก่การพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ พวกเขาก็พร้อมแล้วที่จะเปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวที่นิยมท่องไพรแบบขาลุย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าฝนพรำอย่างนี้ เพราะที่นี่มีทั้งกิจกรรมจากคนเป็นผู้จัดทำ เช่น การล่อง-แก่ง เข้าสวนชิมผลไม้ หรือการเข้าสัมผัสกับธรรมชาติของผืน (สวน) ป่าทองผาภูมิ ที่อยู่ในการดูแลขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ซึ่งตลอดเส้นทางมีที่พักแบบรีสอร์ต โฮมสเตย์ของเอกชน หรือจะกางเต็นท์นอนในหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาแหลม ก็มีให้เลือกตามอัธยาศัย แล้วตื่นเช้าแวะไปทำบุญไหว้พระดูโบสถ์หลังใหม่ของวัดท่ามะเดื่อ ที่โดดเด่นกับเสาไม้ค้ำทั้ง 4 ที่เชื่อว่าหาไม่ได้ง่ายแล้วในตอนนี้
จากนั้นค่อยเดินทางเข้าสู่ภายในสวนป่า (ปลูก) ที่ อ.อ.ป.เน้นปลูกไม้สักทองกับยางพารา บนเนื้อที่นับหมื่นไร่ใน ต.ห้วยเขย่ง แห่งนี้ มีความมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติซุกซ่อนอยู่มากมาย ทั้งเป็นที่อยู่อาศัยของปูสามสี หรือปูราชินี ที่มักจะขึ้นมาอวดโฉมให้เห็นได้ก็ยามหน้าฝนมาเยือน หรือจะเข้าชมถ้ำ 28 ที่นอกจากหินงอกหินย้อยแล้วยังเป็นที่อยู่ของค้างคาวคุณกิตติสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เล็กที่สุดในโลก ต่อด้วยป่าพรุน้ำจืดที่โดดเด่นของห้วยเขย่ง คือเส้นทางศึกษาธรรมชาติพรุหนองปลิง ที่อุดมไปด้วยพันธุ์ไม้และกล้วยไม้หลากชนิด เดินตามไปสะพานไม้ที่ทอดยาวเป็นระยะทางราว 400 เมตร ซึ่งสะพานไม้นี้เกิดขึ้นจากความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านโดยแท้และก็มีเรื่องเล่าจากไกด์ท้องถิ่นว่า แต่ก่อนพรุหนองปลิงแห่งนี้เคยมีปลิงอยู่มากมาย กลายเป็นอุปสรรคสาหัสในการทำสะพาน แต่ไม่รู้ใครเป็นคนต้นคิด ใช้เปลือกทุเรียนโยนลงไปในบึงน้ำ ไม่นานนักปลิงหายเกลี้ยง
สองข้างทางคือสวนยางที่ อ.อ.ป.ปลูก พิสูจน์ได้แล้วว่าที่ไหนก็ปลูกยางพาราได้.
เดินชมป่าพรุดูปูราชินีเรื่อยไปจนถึงถ้ำ 28 ด้วยเวลาที่จำกัด ทั้งที่ในผืนป่าแห่งห้วยเขย่ง ยังมี บึงน้ำทิพย์ ต้นไม้ยักษ์ ฟอสซิลหอย 280 ล้านปี โป่งพุร้อน น้ำตกสายรุ้งและการนั่งห้างดูช้าง ให้เลือกเที่ยวสารพัด หากมีเวลามากพอ เพราะแต่ละจุดต้องใช้เวลากับความอึดพอสมควรในการเดินทาง เช่น ต้นไม้ยักษ์ จากปากของเจ้าหน้าที่ อ.อ.ป. บอกว่าต้องจอดรถไว้ที่ราบ แล้วเดินต่อไปอีกราว 45 นาที!
คิดเอาเองแล้วกันว่าน่าจะไกลขนาดไหน ยิ่งฝนตก ถนนที่เป็นทางลูกรังยิ่งเละ ดังนั้น ต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อถึงเอาอยู่ แต่ถ้าจะเดินทางมารถยนต์ ธรรมดาก็พอไหว จากเมืองกรุงมุ่งหน้ามาทางราชบุรี เข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 323 จากเมืองกาญจน์ผ่านอำเภอไทรโยค สู่ อ.ทอง-ผาภูมิ จากนั้นเดินทางต่อโดยใช้ทางหลวงหมายเลข 3273 (ทองผาภูมิ-บ้านอีต่อง) ผ่านเขื่อนเขาแหลม ไปประมาณ 20 กม.มีป้ายบอกทางอยู่ขวามือ เลี้ยวเข้าไปราว 500 เมตร ก็ถึงที่ทำการ รวมระยะทางราว 289 กม.
หรือจะแวะเข้าไปที่ อบต.ห้วยเขย่ง ก่อนเพราะตั้งเด่นอยู่ริมทางก็ได้ เพราะไหนๆ คุณชัชชัย อุดม-สถาผล นายก อบต.ห้วยเขย่ง ก็แอบกระซิบด้วยน้ำเสียงเจือน้อยใจว่า ที่ผ่านมา ที่นี่เหมือนแค่ทางผ่าน เพราะใครๆ ก็จะเลยไปบ้านอีต่องไปปิล๊อกกันหมด....ทั้งที่ "ห้วยเขย่ง" มีของดีรอมาให้ชมตั้งมากมาย เพียงแต่ที่ผ่านมาเหมือนผืนป่าบังตาซะงั้นแหละ.
หมอกยามเช้าที่ห้วยเขย่ง แต่แปลกอากาศไม่ยักเย็นอย่างที่คิด.
"ปูราชินี" ดาวเด่นของป่าทองผาภูมิ ที่ใครมาก็อยากได้รูป.
หินงอกหินย้อยในถ้ำ 28 ที่มีค้างคาวคุณกิตติเป็นตัวชูโรง.
ทางเดินชมธรรมชาติของพรุหนองปลิง ที่ชาวห้วยเขย่งภูมิใจนำเสนอ เพราะเกิดจากความร่วมมือของคนในชุมชน.
http://www.thairath.co.th/content/life/9412
check out the rest of the Windows Live™. More than mail–Windows Live™ goes way beyond your inbox. More than messages
วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ยูเนสโกช็อค! 1 ปีไทยเปลี่ยนหน.อุทยานหมู่เกาะสุรินทร์-สิมิลัน 3 คน "ธรณ์"กลัววืดมรดกโลกทางทะเล
ยูเนสโกช็อค! 1 ปีไทยเปลี่ยนหน.อุทยานหมู่เกาะสุรินทร์-สิมิลัน 3 คน "ธรณ์"กลัววืดมรดกโลกทางทะเล
| หมู่เกาะสิมิลัน |
รองคณะบดีคณะประมงฯ เผยยูเนสโก ตะลึงแค่ 1 ปี ไทยเปลี่ยนหน.อุทยานฯหมู่เกาะสุรินทร์-สิมิลันถึง 3 คน เกรงส่งผลกระทบขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางทะเล ลั่นคนใหม่ต้องเจ๋งมิฉะนั้นชวด
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม จัดเสวนาเรื่อง " อุทยานแห่งชาติเพื่อการอนุรักษ์หรือเพียงสินค้าท่องเที่ยว " โดยนายทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และนายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร เป็นวิทยากร
นายทรงธรรม กล่าวตอนหนึ่งว่า กระบวนทัศน์ของการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติคือ เพื่อการอนุรักษ์ เพื่อการวิจัย และเพื่อการนันทนาการ ซึ่งเรื่องการนันทนาการนั้นถือเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น ทั้งนี้พื้นที่อุทยานแห่งชาติที่เปิดให้เข้าไปใช้ประโยชน์ได้นั้นมีเพียง 3-5 % ของพื้นที่ทั้งหมด อย่างไรก็ตามยอมรับว่าขณะนี้เกิดการบีบทั้งจากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล ท้องถิ่น นายทุนและส่วนต่างๆ ที่ทำให้อุทยานมีแนวโน้มที่จะต้องเปิดรับการท่องเที่ยว แต่ตนก็ยังเห็นว่าการท่องเที่ยวทำให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่น้อยกว่าการล่าสัตว์ บุกรุกป่า หรือการเปิดพื้นที่ให้เข้าไปปลูกป่า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติมากกว่า ทั้งนี้จิตสำนึกของหัวหน้าอุทยานฯ ถือว่ามีความสำคัญมาก หากไม่มีความรู้ความเข้าใจดีพอจะเป็นอุปสรรคในการบริหารงานในอุทยานพอสมควร ทั้งอุทยานทางบกและทางทะเล
นายทรงธรรม ยังกล่าวว่า อย่างไรก็ตามขณะนี้กรมอุทยานฯ มีความพยายามหลายทางที่จะไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่ โดยมีโครงการนำร่อง ที่ทำในพื้นที่ป่ารอยต่อระยะ 70 กม. ตามแนวผืนป่าตะวันตก จากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เชื่อมกับอุทยานฯ แก่งกระจาน โดยให้ทุนส่งเสริมประชาชนปลูกป่าเพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้าชีวะมวล นอกจากนั้นไม้ที่ปลูกยังสามารถนำไปขายคาร์บอนเครดิตได้ด้วย ทั้งนี้ยืนยันว่าโรงไฟฟ้าดังกล่าวไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าหรืออุทยานฯ แต่อย่างใด จึงไม่กระทบกับสภาพแวดล้อม และเป็นการสร้างรายได้ให้กับประชาชนเพื่อไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่อุทยานฯ ด้วย
นายศศินกล่าวว่า ในฐานะคนนอกกรมอุทยานฯ แต่ต้องทำงานร่วมในเรื่องการดูแลรักษาป่าเห็นว่า คุณสมบัติของผู้ที่จะมาดูแลอุทยานเป็นเรื่องสำคัญมาก หากได้หัวหน้าที่ไม่มีความรู้ความชำนาญและไม่มีประสบการณ์เลยจะทำให้บริหารงานลำบากมาก
" ประกอบกับเวลานี้ รัฐบาลพยายามส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยว หลายอุทยานฯมีศักยภาพในการท่องเที่ยวสูงมาก มีการเก็บค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานได้ปีละหลายสิบล้านบาท ถือเป็นผลประโยชน์เข้ามา ส่งผลให้หลายคนพยายามวิ่งเต้นเพื่อให้ตัวเองเข้าไปอยู่ในอุทยานที่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวมากๆ โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติทางทะเล ซึ่งมีความละเอียดอ่อนเรื่องการจัดการสูง หากได้คนที่ไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์เลยเข้าไปบริหาร ในอนาคตกะทำให้อุทยานฯแห่งนั้นได้รับความเสียหายมาก " นายศศิน กล่าว
นายธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณะบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะคณะทำงานทางวิชาการเพื่อผลักดันในอันดามันเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ กล่าวว่า อุทยานแห่งชาติทางทะเล 2 แห่งของประเทศไทย คือ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ และอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ถือเป็นทะเลที่สวยและสมบูรณ์แบบที่สุดที่ชาวโลกรู้จัก หลายฝ่ายอยู่ระหว่างเตรียมการและช่วยกันผลักดันให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ซึ่งคุณสมบัติด้านทรัพยากรธรรมชาตินั้นค่อนข้างจะเข้าตาคณะกรรมการผู้พิจารณาจากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(ยูเนสโก) เพราะมีการพิสูจน์ได้ชัดเจน แต่สำหรับเรื่องของการจัดการพื้นที่ยอมรับว่ามีปัญหาและเป็นอุปสรรคอยู่มากสำหรับการผ่านด่านเพื่อให้เป็นมรดกโลก
" 1 ปีที่ผ่านมา หมู่เกาะสุรินทร์ และสิมิลัน ของเราเปลี่ยนหัวหน้าอุทยานไปถึง 3 คน คณะกรรมการในยูเนสโกเขาค่อนข้างตกใจกับการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ เพราะเขาจะไม่สนใจว่าประเทศนี้ใครจะเป็นรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ หรือใครจะเป็นอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ แต่เขาจะสนใจมากว่าใครเป็นหัวหน้าอุทยานแห่งนี้ ซึ่งหัวหน้าจะต้องมีทักษะ มีประสบการณ์ มีความเข้าใจที่จะจัดการทรัพยากรในพื้นที่เป็นอย่างดี หากเขารู้ว่า วันนี้พื้นที่ที่จะถูกเสนอเป็นมรดกโลกเปลี่ยนหัวหน้าอุทยานอีกแล้ว เขาจะคิดอย่างไร และเชื่อถือในระบบการจัดการได้หรือไม่ " นายธรณ์ กล่าว
นายธรณ์กล่าวว่า ยืนยันอีกครั้งว่า ตนไม่ได้ว่าคนที่จะมาเป็นหัวหน้าอุทยานคนใหม่ไม่เก่ง แต่เรื่องประสบการณ์การจัดการ และความเชื่อมั่นในฝีมือของคณะกรรมการผู้พิจารณาให้อันดามันเป็นมรดกโลก เพื่อให้คณะกรรมการในยูเนสโกไว้ใจและเชื่อมั่นนั้นยากมาก
" เขาค่อนข้างจะเข้มงวดเรื่องนี้ อาจจะถึงขั้นสืบประวัติการทำงานและประสบการณ์ หากไม่มีและไม่ดีพอ โอกาสที่อันดามันของเราจะเป็นมรดกโลกทางทะเล มีค่าเท่ากับแพนด้าออกลูกอีกครั้ง " นายธรณ์ กล่าว
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1243602188&grpid=01&catid=19
Invite your mail contacts to join your friends list with Windows Live Spaces. It's easy! Try it!
แนวโน้มการใช้มาตรการทางการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมจากปัญหาโลกร้อน
| แนวโน้มการใช้มาตรการทางการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมจากปัญหาโลกร้อน | ||
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Watch, สกว. 25 พฤษภาคม 2552 ผลกระทบในรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากปัญหาเรื่องโลกร้อนได้สร้างความตื่นตัวแก่ประชาคมโลกและประเทศต่างๆ ที่จะคิดค้นหามาตรการ กลไกเพื่อป้องกัน แก้ไข หรือบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งที่เป็นมาตรการแบบพหุภาคี เช่น มาตรการในพิธีสารเกียวโต และมาตรการแบบฝ่ายเดียวที่กำหนดขึ้นโดยประเทศต่างๆ บางส่วนเป็นมาตรการแบบสมัครใจ บางส่วนเป็นมาตรการแบบบังคับ เช่น การติดฉลากคาร์บอน ประเด็นที่น่าสังเกต คือ ประเทศที่พัฒนาแล้วมีแนวโน้มการกำหนดใช้มาตรการทางการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม (Environmental-related Trade Measures) เพื่อนำมาใช้แก้ไขปัญหาเรื่องโลกร้อนมากขึ้น และอาจสร้างผลกระทบทั้งทางบวกและลบต่อประเทศไทยเร็วกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผลกระทบทางกายภาพที่เกิดขึ้นจากปัญหาโลกร้อนจริงๆ เสียอีก ภายหลังนับตั้งแต่มีการจัดตั้งองค์การการค้าโลก (WTO) ในปี ค.ศ. 1995 พบว่ามีการใช้มาตรการทางการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง ประเทศต่างๆ มีความระมัดระวังในการใช้มาตรการดังกล่าวเนื่องจากอาจขัดแย้งกับกรอบกติกา ที่กำหนดไว้ในความตกลงขององค์การการค้าโลก แม้ว่าในความตกลง GATT จะมีข้อยกเว้นทั่วไปในมาตรา XX(b) และ (g) เปิดช่องให้มีการใช้มาตรการทางการค้าฝ่ายเดียวเพื่อการคุ้มครองและอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ แต่จากกรณีข้อพิพาทด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมหลายกรณีที่เกิดขึ้นในเวทีองค์การการค้าโลก ผลตัดสินที่ออกมาชี้ให้เห็นถึงการมุ่งเน้นเป้าหมายความสำคัญด้านการค้าเสรี มากกว่าการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้จะเห็นได้ว่า มาตรการทางการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ในความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม (Multilateral Environmental Agreements: MEAs) หลายฉบับนั้น เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการค้าพืชและสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ (1973) พิธีสารมอนทรีออลเพื่อแก้ปัญหาการลดลงของชั้นโอโซน (1988) เป็นต้น เป็นความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมที่จัดทำขึ้นมาก่อนการจัดตั้งองค์การการค้าโลก แต่ MEAs ที่จัดทำขึ้นภายหลังปี 1995 เช่น พิธีสารเกียวโต สนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืช พิธีสารความปลอดภัยทางชีวภาพ ฯลฯ จะไม่มีข้อบัญญัติเกี่ยวกับการใช้มาตรการทางการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากตระหนักถึงปัญหาข้อขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นกับกรอบความตกลงในองค์การการค้าโลก เนื้อหาในความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมจะระบุกว้างๆ ถึงความสัมพันธ์กับความตกลงใน WTO ในลักษณะที่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงสิทธิและพันธกรณีที่มีอยู่เดิม โดยไม่มีความชัดเจนว่าความตกลงใดมีศักดิ์และผลเหนือกว่า อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจากประเด็นข้อเสนอในการเจรจาเรื่องโลกสำหรับกติกาโลกฉบับใหม่ (Post-Kyoto Regime) และร่างกฎหมายของประเทศอุตสาหกรรมเพื่อการแก้ไขปัญหาโลกร้อน จะเห็นได้ว่ามีข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้มาตรการทางการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น ในร่างกฎหมายเรื่องโลกร้อนของสหรัฐอเมริกาให้มีการจัดตั้ง International Reserve Allowance (IRAs) Program และ International Climate Commission (ICC) ขึ้นมา ICC จะทำหน้าที่สร้างบัญชีรายการประเทศและสินค้าที่ผลิตโดยใช้พลังงานสูงและค้าขาย ในตลาดระหว่างประเทศ ผู้นำเข้าสินค้าที่อยู่ในบัญชีดังกล่าวจะต้องยื่นแสดงปริมาณ IRAs เพื่อไปทดแทนปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการผลิตสินค้าที่นำเข้า แต่หากเป็นสินค้าที่มิได้อยู่ในบัญชีรายการก็ไม่ต้องดำเนินการตามข้อกำหนดข้างต้น มาตรการทางการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมเหล่านี้จะเป็นมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนจริงๆ หรือเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าโดยแอบอ้างเรื่องโลกร้อน เป็นประเด็นที่ต้องติดตามศึกษาและพิสูจน์กันต่อไป แต่สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ระหว่างการค้าและสิ่งแวดล้อมจากกรณีปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้น ในอีกมุมหนึ่งอาจมองได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นกลยุทธ์ใหม่ของประเทศที่พัฒนาแล้วที่ต้องการรักษาและช่วงชิงความได้เปรียบทางการค้า หลังจากไม่อาจรักษาความได้เปรียบในการเจรจาในเวทีการค้าโลกได้เหมือนในอดีต และยังต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้ หมายเหตุ: บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://www.measwatch.org/autopage/show_page.php?t=19&s_id=111&d_id=109 | ||
http://www.prachatai.com/05web/th/home/17013
|
Windows Live™: Keep your life in sync. Check it out.
ผู้ติดตาม
คลังบทความของบล็อก
เกี่ยวกับฉัน
- sundara
- ข่าวสาร ข้อมูล ทุกด้านต้องรับฟัง ไม่เชื่อสิ่งที่เห็น ฟังข่าวสารเพียงฝ่ายเดียว ต้องรู้เท่าทันในการรับรู้ข่าวสารจากทุกแหล่งข่าว FACT - Freedom Against Censorship Thailand กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย http://facthai.wordpress.com/ http://twitter.com/jiew ● ปรึกษาปัญหากฏหมาย ละเมิด,สัญญา,อายัดทรัพย์ ยึดทรัพย์ ปัญหาติดต่อราชการ ฟรี ● พิมพ์รายงาน,ค้นหาข้อมูล, ● งานพิมพ์ Lay-Out,Art Work สำนักพิมพ์ดาวหาง www.sanamluang.bloggang.com สนใจติดต่อสอบถาม workingmailhome@hotmail.com